2569-09-16

ปราสาทหินพิมายในปี 2025

 

ย้อนในปี2025หลังจากเลิกงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมปราสาทหินพิมาย สถานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง นักศึกษา นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ   ผมไปเที่ยวและถ่ายภาพเก็บไว้แต่ไม่ได้ความรู้อะไรเลย วันนี้จึงลองศึกษาในแต่ละส่วนของปราสาทกันครับมีความหมายอย่างไรต่อผู้คนในยุคนั้น มันเป็นความหมายต่อตัวเราเสมอเราเป็นมาอย่างไร  ไม่ใช่เพียงแค่ตกแต่งให้สวยงาม สิ่งเหล่านี้เป็นสถาปัตยกรรมและความหมายทางศาสนาซ้อนกันอยู่ หรือใครก่อนไปเที่ยวหาความรู้ไปก่อนแล้วเที่ยวชมจะสนุกกว่าผมอย่างแน่นอน

แนวคิดทางศาสนาแบบขอม center หรือใจกลางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากภาพปรางค์มีส่วนสำคัญดังนี้



1. ฐานปรางค์ พื้นที่จริงที่ผมเดินสูงและชันมากครับ ถ้าเดินขึ้น-ลง บันไดจะต้องก้มหัวตลอดเวลา ฐานปรางค์ที่เห็นจะยกสูงเป็นชั้นลดหลั่นอยู่ด้านล่าง ทำหน้าที่รับน้ำหนัก ยกศาสนสถานให้สูงกว่าพื้นธรรมดาช่วยแบ่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่ทั่วไป  การก่อสร้างจำเป็นต้องใช้ความรู้เชิงเรขาคณิตและการวัดอย่างน้อยหลายเรื่อง เช่น การกำหนดแนวแกนและจุดศูนย์กลาง การทำฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมและรักษามุม การกำหนดระดับแนวนอน การแบ่งของระยะชั้นฐานให้ซ้ำกัน และการจัดสมมาตร อาคารสูงและมีมวลมากฐานก็ต้องรับและถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นอย่างเหมาะสม ฐานไม่ได้เป็นก้อนสี่เหลี่ยใธรรมดาแต่เป็นฐานหลายชั้นที่ย่อและเพิ่มมุมเป็นจังหวะ เมื่อชั้นต่างๆซ้อนขึ้นไป สัดส่วนของฐาน-เรือนธาตุ-ยอดปรางค์ ทำให้สายตามองขึ้นไปหาศูนย์กลางด้านบน เป็นการวางแบบอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เอาหินมากองขึ้นไปที่ละก้อน 

2. เรือนธาตุ ถ้าเราอยู่ด้านในจะเป็นพื้นที่สิ่งศักสิทธิ์ครับ  เป็นตัวอาคารหลักทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่เหนือฐาน เป็นแกนสำคัญของปรางค์

3. ประตูและกรอบหินประตู เป็นการจัดวางแนวประตูต่อเนื่องกันทะลุไปถึงอีกด้านหนึ่ง เหมือนจะไม่ใช่แค่ประตูเข้า-ออกเท่านั้น เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

4. ทับหลัง  แผ่นหินแนวนอนเหนือประตู  เป็นภาพแกะสลักนูนสูงขึ้นมา ลวดลายมีความหมายทางศาสนา ไม่ใช่ลายประดับอย่างเดียว หากนึกไม่ออกทับหลังจะออกข่าวบ่อยเกี่ยวกับการถูกโขมยไม่ว่าจะเป็นปราสาทหินที่ใดก็ตาม

5. หน้าบัน เป็นพื้นที่เหนือทับหลัง รูปสามเหลี่ยม ในภาพที่ผมถ่ายมาเป็นการแกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตู  ลวดลายพรรณพฤกษา รูปบุคคล เทพ เรื่องราวทางศาสนา เป็นการอ่านความหมายของปราสาทขอมกำลังสื่อถึงอะไร

6. เสาประดับกรอบประตู มีลายแกะสลักละเอียดเป็นแนวยาว ช่องประตูดูแพงสง่างาม ระบบศิลปกรรมขอมช่วยให้นักประวัติศาสตร์เปรียบเทียบรูปแบบและยุคสมัยได้

7. ชั้นหลังคาที่ลดหลั่นขึ้นไป ไม่ใช่การสร้างหอทรงตรงธรรมดา รูปแบบการยกตัวสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องศูนย์กลางของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ

8. กลีบขนุน เป็นการช่วยเน้นรูกทรงของยอดปรางค์


ป้ายหน้าสะพานอันนี้เป็น ป้ายข้อมูล/ป้ายประกาศเกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ด้านหลังป้ายเป็นราวหินและรูปนาคเรียงอยู่ตามแนวทางเดิน เรียกว่าสะพาน นาคราชครับ เป็นทางก่อนเข้าสู่เขตศาสนสถาน


ก่อนเข้าสู่ตัวปราสาท ทุกคนนักท่องเที่ยวจะผ่านสะพานนาคราช เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของปราสาท เป็นการอธิบายว่าเชื่อมพื้นที่ภายนอกกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบการก้าวจากโลกมนุษย์เข้าสู่เขตของศาสนา



เสาหินหลายท่อนซ้อนกันครับ มีรอยต่อชัดเจน ส่วนล่างเป็นฐานบัวเพื่อกระจายน้ำหนักและตกแต่งรูปทรง ส่วนด้านผมคิดว่าน่าจะเป็นคานครับ เป็นการเปิดพื้นที่รับน้ำหนักกว้างขึ้น


ซุ่มประตูทางเข้า ด้านบนมีทับหลังแกะสลัก ช่องประตูหลายช่องเรียงตรงเป็นแนวเดียวกัน

2569-09-04

ศิลปแห่งแสงและกระจก Infinity Mirror




 



ความแปลกใหม่และขี้สงสัยของผมทำให้เราได้พบงานศิลปะชิ้นนี้ครับ ค่าเข้าชมประมาณ 200 บาท ความอลังการงานศิลปชิ้นนี้เป็นการบอกเรื่องราวผ่านแสงไฟในห้องสีเหลี่ยม ผู้เข้าชมจะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอยู่ในงานศิลปชิ้นนั้น 

"ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่ไม่มีที่สิ้นสุด"

คลิปทั้ง 3 นั้นจัดอยู่ในกลุ่ม ศิลปะจัดวาง  (Installation Art) เจาะจงด้วยแสง (Light Installation / Art)  องค์ประกอบสำคัญคือหลอดไฟ LED จำนวนมาก + วัสดุใสคริสตัล + กระจกเงารอบด้าน เมื่อแสงสะท้อนซ้ำไปมาในกระจก จึงทำให้เกิดภาพเหมือนดวงไฟมีจำนวนมหาศาลและพื้นที่ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เทคนิคแบบนี้เรียกว่า Infinity Mirror หรือ  Infinity Room 

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานประเภทนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรายืนดูจากภายนอกเหมือนภาพวาด แต่ทำให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ภายในตัวงาน ดังที่เห็นในภาพร่างกายของผู้ชมและเงาสะท้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปด้วยจึงมีลักษณะของ Immersive Art -- ศิลปะที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมอยู่ในผลงาน

แสงไฟสีฟ้า - แดงทอดเป็นแนวผ่านกระจก และเงาสะท้อนทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนพื้นที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความรู้สึกคล้ายท้องฟ้าหรือจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว

1. ทำไมกระจกถึงทำให้เกิดภาพเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

อธิบายเรื่องการสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างกระจกหลายด้าน เมื่อแสงและวัตถุสพท้อนซ้ำ ภาพจึงดูเหมือนถอยลึกออกไปเรื่อยๆทั้งที่ห้องจริงมีขนาดจำกัด เป็นการเชื่อม ศิลป กับ วิทยาศาตร์

2. ทำไมในภาพจึงเหมือนมีไฟเป็นเหมือนเป็นแสนดวง

ขอให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า ในห้องนี้มีหลอดไฟจริงๆกี่ดวง สิ่งที่เราเห็นส่วรใหญ่ไม่ใช่หลอดไฟจริงทั้งหมด แต่เป็นภาพสะท้อนจำนวนมากของหลอดไฟชุดเดิม 

3. Infinity Mirror 

เป็นแนวคิดของการใช้กระจกสร้างภาพสะท้อนต่อเนื่อง เป็นเทคนิคหรือเอฟเฟกต์ที่ใช้ได้ในงานหลายประเภท

4. ศิลปแบบ Immersive ต่างจากการดูวาดภาพอย่างไร

เวลาเราดูภาพวาด เรามักยืนอยู่นอกผลงาน แต่ในคลิปนั้นผมเดินเข้าไปอยู่ในตัวผลงาน เงานของผมเอง และการเคลื่อนไหวของผมกลายเป็นองค์ประกอบของงานชิ้นนี้

5. มนุษย์รับรู้ความลึกและพื้นที่อย่างไร 

อธิบายได้ว่าสมองของเรานั้นใช้ขนาด ระยะ การซ้อนกัน แสง เงา และมุมมองเพื่อประเมินความลึก แต่กระจกสามารถสร้างข้อมูลทางสายตาที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีพื้นที่อยู่หลังผนังทั้งที่จริงๆไม่มี  อันเป็นจิตวิทยาการมองเห็น

6.ทำไมไฟสีน้ำเงินในภาพจึงทำให้นึกถึงอวกาศ

เหมือนเรายืนอยู่ท่ามกลางดวงดาว มีแค่เรากับจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกไม่มีตัวตน  เป็นการใช้ความมืด จุดแสงขนาดเล็ก และภาพสะท้อนที่ช่วยลบความรู้สึกเรื่องผนังห้องออกไป

7. หากถามว่า ถ้าไม่มีกระจกจะเหลืออะไร

ถ้าเอากระจกออก เราอาจเห็นเพียงสายไฟและหลอดไฟแขวนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเพิ่มกระจกเข้าไป พื้นที่จำกัดกลับกลายเป็นภาพที่ดูไร้ขอบเขต งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเกิดจากวัสดุราคาแพง แต่อาจเกิดจากวิธีที่ศิลปินจัดการกับการรับรู้ของเรา

ตอนบันทึกวีดีโอนี้ ผมไม่ได้คิดถึงหลักฟิสิกส์หรือประเภทของงานศิลปะเลย เพียงรู้สึกว่ามันสวยจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แต่เมื่อกลับมาดูภาพนี้อีกครั้ง ผมเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในภาพนั้นมีอยู่จริงมากน้อยแค่ไหน ดวงไฟจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่จริงทั้งหมด แต่เกิดจากแสงไฟเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกกระทำให้ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำอีก เสน่ห์ของงานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่อยู่ในห้อง แต่อยู่ที่สายตาเราที่คิดว่าเห็น

"ห้องมีขอบเขต แต่ภาพที่เราเห็นกลับไม่มีขอบเขต"


2569-08-31

สำรวจวัดไทยผ่านช่อฟ้า หน้าบัน และพญานาค

 



สถาปัตยกรรมศาสนสถานแบบไทย เป็นลักษณอาคารพระอุโบสถหรือวิหาร

หน้าบันทรงสามเหลี่ยมสูง หลังคาซ้อนชั้น เครื่องลำยองตามแนวหลังคา จึงชี้บรรยายภาพด้านล่าง

งานเปิดผังลูกนิมิต อุโบสถใหม่ คนแน่นวัดโดยรอบอุโบสถพยายามถ่ายภาพไม่ให้ติดคนมาเที่ยวจึงได้ภาพมุมเสยครับ คนไทยทุกคนผมว่าเราภาคภูมิใจได้นะที่มีวัดสวยๆให้เที่ยวกันเยอะ ความโออ่าอยู่ที่หลังคาซ้อยหลายชั้น ปลายหลังคายกโค้งสูง  เช่น หน้าบันทรงสามเหลี่ยมสูง เครื่องลำยองตามแนวหลังคา และส่วนปลายที่ทำเป็นรูปนาค รวมทั้งการตกแต่งด้วยลายไทย สีทอง แดง น้ำเงินอย่างแน่นหนา ส่วนเหนือประตูและหน้าต่างทำเป็น ซุ้มยอดทรงปราสาทซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมศาสนาแบบไทย

จุดโดดเด่นคือ นาค ตรงปลายชายคา เป็นหัวสัตว์สีเขียวทองชูขึ้นอยู่หลายจุด เป็นองค์ประกอบนาคที่ถูกนำมาใช้กับเครื่องหลังคา ในคติพุทธศาสนา นาคมีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าหลายเรื่องตามนิทานศาสนา

ส่วนหน้าบันด้านบนสุดของภาพมีพระพุทธรูปยืน และด้านล่างมีธรรมจักร พร้อมภาพเทวดา / บุคคลในคติพุทธ การตกแต่งจึงไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เหล่าเรื่องและแสดงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา

เครื่องลำยอง อยู่ตามแนวขอบลาดของหลังคา  โดยเฉพาะขอบหลังคาด้านหน้าที่ไล่เฉียงจากยอดหน้าบันลงมาทางด้านซ้ายและขวา เป็นแนวขอบสีทองที่มีชิ้นเล็กๆเรียงเป็นซี่ๆตลอดขอบหลังคาสีแดง มีองค์ประกอบรวมประดับหลังคาหลายส่วน เช่น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ / นาคสะดุ้ง

 อาคารวัดไทยมีแนวคิดเรื่อง ลำดับชั้น จากฐานอาคารขึ้นไปยังผนัง ซุ้มหน้าต่าง หน้าบัน หลังคา และยอด ทุกอย่างค่อยๆพาสายตาขึ้นด้านบน ทำให้อาคารดูสูงและสง่างามแม้ตัวอาคารจริงจะไม่ได้สูงมากเหมือนมหาวิหารแบบยุโรป


ด้านข้างของอุโบสถ หน้าต่าง 3 ช่อง แต่ละช่องไม่ได้ทำหน้าต่างธรรมดา ด้านบนทำเป็นซุ้มยอดทรงปราสาท/เรือนยอด ลดหลั่นหลายชั้น อันเป็นการยกฐานะหน้าต่างให้ดูวิจิตรและสูงส่ง

ผนังสีน้ำเงินรอบหน้าต่างประดับด้วย ลายไทย ส่วนเสาหรือแนวตั้งระหว่างหน้าต่างตกแต่งลายสีแดง - ทอง ทำให้ผนังถูกแบ่งออกเป็นช่วงๆอย่างเป็นระเบียบ

บริเวณด้านล่างฐานเป็นฐานอาคารและแนวบัว ซ้อนกันหลายชั้น มีลายดอกไม้และลายกลีบบัวสีทอง เป็นวิธีตกแต่งฐานสวนวิจิตรตามสถาปัตยกรรมวัดไทย

การฝังลูกนิมิต การนำลูกนิมิตลงฝังเพื่อกำหนดเขตสีมาของพระอุโบสถ 

จุดสำคัญคือ "ใบเสนา" กับ "ลูกนิมิต" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นิมิตคือสิ่งที่ใช้หมายเขตสำหรับกำหนดสีมา  หรือใช้สิ่งอื่นทดแทนที่สามารถเป็นสิ่งธรรมชาติหรือสิ่งที่กำหนดได้หลายประเภท ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหินกลมเสมอไป แต่เชื่อว่าคนไทยในปัจจุบันคุ้นเคยกับลูกนิมิต ดังนั้นเมื่อฝังลูกนิมิตแล้ว ก็จำใบเสมาคือแผ่นศิลาหรือสิ่งก่อสร้างที่ตั้งให้มองเห็นเหนือพื้นดิน เพื่อแสดงบริเวณเขตสีมา

เมื่อได้ยินคำว่าเขตสีมา พูดง่ายๆคือ เขตที่พระสงฆ์กำหนดไว้สำหรับประกอบ "สังฆกรรม" ตามพระวินัยครับ ไม่ได้หมายถึง พื้นที่วัดทั้งหมด เช่น การอุปสมบล บวชพระ การประชุมทำกิจของสงฆ์บางประเภทที่พระวินัยกำหนดให้ทำภายในสีมา


อุโบสถขาว หลังคาซ้อนกัน (คนละวัดกัน)




2569-08-19

นิทรรศการไดโนเสาร์ at Terminal 21 Korat

 

งานนิทรรศการ & ศิลปะ ไดโนเสาร์ จัดที่ Terminal 21 Korat 2025 มีแต่เด็กเข้าชมมากับผู้ปกครอง ผมโตแล้วเข้าไปดูก็จะเขินๆหน่อย

Spinophorosaurus

ภาพลงมาจะเป็น วัย juvenile

ส่วนล่างสุดเป็นวัยเต็มตัว



ตัวนี้ผมตกใจเหมือนกันเพราะเหมือนก็อตซิวล่าเหมือนน้องจะชื่อ IGuanodon Mantelli สรุปย่อๆก็คือตอนแรกมนุษย์ไม่ได้รู้รูปร่างที่แท้จริงของไดโนเสาร์ทันทีที่พบกระดูก เมื่อเจอฟอสซิลที่สมบูรณ์จึงนำมาแก้ไข ประติดปะต่อเรื่องราวจากกระดูกที่ค้นพบได้ที่ละส่วนตอนแรกก็คิดว่าจะเหมือนจิงโจ้แต่เปล่าเลยไม่ใช่สุดท้ายได้เป็นอิกัวโนดอนในปัจจุบัน แต่ใจจริงแล้วแต่คนใช้จินตนาการว่าจะมีลักษณะอย่างไร แต่ใช่ว่างานขุดพบฟอสซิลจะง่ายดายสิ่งที่ค้นพบนำไปสู่การตีพิมพ์บทความทางวิชาการทางวิทยาศาตร์

ชื่ออิกัวโนดอนตั้งตาม Gideon Mantell นักบรรพชีวินชาวอังกฤษ ซากฟอสซิลที่ขุดพบนำมาศึกษากันพบที่ Bernissart ประเทศเบลเยียม



ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวนี้เรียกว่าอะไรก็น่าจะเป็นพวกหุ้มเกราะ (แองคิโลซอร์)  ดูจากลำตัวเตี้ยและกว้าง มีสี่ขา และมีเกราะกระดูกปกคลุมหลัง พร้อมหนามขนาดใหญ่บริเวณด้านข้างลำตัว



อันนี้จะเป็นภาพเปรียบเทียบกะโหลกของไดโนเสาร์กินเนื้อและญาติใกล้เคียงหลายชนิด ระบุไว้ 9 ชนิดคือ

(a) Ornitholestes ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก

(b) Oviraptor โอวิแรปเตอร์ กะโหลกสั้นและสูง รูปร่างแตกต่างจากพวกกินเนื้อทั่วไป

(c)Albertosaurus ญาติใกล้ชิดของ T.rex

(d) Tyrannosaurus -ทีเร็กซ์ กะโหลกหนา สั้น ลึก แข็งแรงและมีฟันขนาดใหญ่

(e) Saurornithoides ไดโนเสาร์กลุ่มกะโหลกค่อนข้างเรียวยาว

(f) Gallimimus รูปร่างคล้ายนกหระจอกเทศ

(g) Dromiceiomimus อีกชนิดของกลุ่มคล้ายนกกระจอกเทศ

(h) Deinonychus ไดโนนิคัส

(i) Velociraptor เวโลซีแรปเตอร์ กลุ่มกะโหลกยาวและเรียว



ภาพนี้น่าจะเป็นโครงกระดูกนก แต่ที่มาจัดแสดงร่วมกับไดโนเสาร์น่าจะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เพราะนกในปัจจุบันก็คือทายาทของไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ คอยาว ขายาว กะโหลกและจะงอยปากเรียวยาว เราพบเจอผู้เป็นทายาทไดโนเสาร์ทุกวัน อาทิเช่น ไก่ นกพิราบ นกกระจอกเทศ นกอินทรี เป็นสิ่งหลงเหลือทางวิวัฒนาการ หมายความว่าไดโนเสาร์ไม่ได้สูญพันธุ์ไปทั้งหมด มีสายพันธุ์บางชนิดที่รอดมาได้และแตกแขนงกลายเป็นนกสมัยใหม่กว่าหลายชนิดในปัจจุบัน มนุษย์จึงได้ศึกษาในปัจจุบัน ครั้งแรกที่เดินในงานผมแปลกใจทำไมมีโครงกระดูกนกในการจัดแสดงในงานไดโนเสาร์เพื่อเปรียบความสัมพันธุ์ เด็กๆที่มาเที่ยวงานย่อมใช้จินตนาการสนุกไปกับงานแสดง





นี่คือ เทอโรซอร์ ( Pterosaur ) ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นนกแท้จริงเป็นสัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์
เหตุผลที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานคือ ปีกเป็นเยื่อหนัง ขึงอยู่กับนิ้วที่ 4 ซึ่งยาวมากๆ ไม่ใช่ปีกที่สร้างจากขนแบบนก จะงอยปากยาว และมีหงอนบนศีรษะ

แล้วเทอโรซอร์เป็นค้างคาวไหม???

คำตอบคือไม่ใช่ค้างคาว ค้างคาวไม่ใช่ทายาทของเทอโรซอร์ เหตุผลคือค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปีกเป็นเยื่อหนังเหมือนเทอโรซอร์ก็จริงแต่เยื่อหนังขึงระหว่างนิ้วมือหลายๆนิ้วที่ยาวออก
และอีกเหตุผลหลักที่ต่างกันคือ
ซึ่งผมไม่เข้าใจนักทราบคราวๆคือเทอร์โรซอร์และค้างคาวมีวิวัฒนาการบินแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่สามารถให้รายละเอียดแก่ผู้อ่านได้มากนัก

โดยสรุปคือ การบินด้วยปีกอย่างแท้จริงเกิดขึ้นอย่างอิสระอย่างน้อย 3 สายใหญ่ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ได้แก่
เทอโรซอร์------สูญพันธุ์แล้ว
นก---------------ยังมีชิวิตอยู่
ค้างคาว---------ยังมีชีวิตอยู่


ตัวนี้เป็นไดโนเสาร์คอยาว ชื่อว่า มาเมนซิซอรัส ป้ายชื่อก็เล็กนิดนึง เป็นไดโนเสาร์กินพืชเป็นอาหาร  ที่น่าตกใจคือเขาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีกระดูกคอที่ยาวมากแต่ผมว่าตามแบบจำลองกระดูกคอตั้งตรงเกินไป  เราเคยผ่านการดูภาพยนตร์หรือสารคดี คอจะไม่ตั้งตรงขนาดนี่ 

ทายาทของมาเมนซิซอรัสปัจจุบันไม่มีเหลืออยู่เลย สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว และยีราฟก็ไม่ใช่ทายาทของมาเมนซิซอรัสเพราะยีราฟเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์กีบคู่ ลิ้นยาวสีเข้ม ยีราฟจะใกล้เคียงกับโอคาปีสะมากกว่าในเรื่องโครงสร้างกระดูก

ยีราฟและมาเมนซิซอรัสแม้มีคอยาวเหมือนกันแต่แยกจากกันในวิวัฒนาการ



จำลองภาพฟอสซิลการทำงานของนักบรรพชีวิน ตอนแรกผมคิดว่าเป็นกิจกรรมให้เด็กได้ร่วมสนุกเป็นนักบรรพชีวิน แต่อาจเป็นเพียงการจัดแสดงเท่านั้น ผมชอบไอเดียให้ผู้ชมแสดงจินตนาการด้วยตนเองไดโนเสาร์มีที่มาอย่างไร การทำงานขุดค้นพบนั้นมีกระบวนการจัดเก็บฟอสซิลอย่างไร

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นการจำลองขุดไดโนเสาร์กลุ่มซอโรพอด เพราะว่ากระดูกใหญ่และยาว โดยเฉพาะกระดูกแขนขา และกระดูกบริเวณลำตัว มีซี่โครงขนาดใหญ่ คล้ายๆกับกลุ่มไดโนเสาร์กินพืช 
กระบวนการทำงานน่าทึ่งมากฟอสซิลของจริงนั้นติดอยู่กับหินหรือต่อเนื่องเข้าไปในชั้นหิน
1. การสำรวจหาฟอสซิล โดยบริเวณชั้นหินอายุที่เหมาะสมเป็นหมุดหมายสำคัญ
2. กำหนดพื้นที่และบันทึกตำแหน่ง ถ่ายภาพก่อนขุด วัดพิกัด บันทึกชั้นหิน ทำแผนผังตำแหน่ง วิเคราะห์การวางตัวของกระดูกบอกได้ว่าสัตว์ตายอย่างไร
3. นำหินออกและเปิดกระดูก จะปล่อยหินติดกระดูกอยู่บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกแตก
4.การทำให้กระดูกแข็งแรงและทำเฝือกหุ้มฟอสซิล โดยใช้ปูนปลาสเตอร์
5. นำกลับเข้าห้องLab ศึกษาและประกอบภาพของสัตว์ จำลอง 3 มิติ หรือ CT scan 

ภาพที่ผมถ่ายมาก่อนนี้น่าจะอยู่ขั้นตอนที่ 2-3 ครับ

ภาพนี้เป็นเพียงภาพเดียวขยายเรื่องราวน่าอัศจรรย์ของนักบรรพชีวิน จำลองภาพในใจต่อเรื่องการขนย้ายโครงกระดูกขนาดใหญ่ก่รใช้ปูนฟลาสเตอร์โอบให้เป็นก้อนใหญ่ทำหน้าที่เหมือนเปือกแข็งป้องกันกระดูก น้ำหนักของมันเท่ากับรถบรรทุกจึงต้องใช้แม่แรง รอก รถตัก เครน หรือรถบรรทุกขึ้นอยู่กับพื้นที่

โครงไดโนเสาร์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จำนวนมากมีทั้งฟอสซิลจริงและชิ้นจำลองประกอบกัน ผู้ชมงานต้องสังเกตหากเป็นงานจำลองจะให้คำว่า Cast / Replica  ทราบเช่นนี้แล้วผู้ชมอาจรู้สึกว่าถูกหลอกลวง หากมองย้อนทบทวนฟอสซิลเหล่านี้เปราะบางและพบเป็นชิ้นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ การอนุรักษ์และเก็บมันไว้ในพื้นที่ปลอดภัยก็นับเข้าใจได้


ภาพนี้จำลองโดย AI เพื่อประกอบความเข้าใจ


คลิปประกอบ  https://www.youtube.com/shorts/-abCV-Km26Y