ความแปลกใหม่และขี้สงสัยของผมทำให้เราได้พบงานศิลปะชิ้นนี้ครับ ค่าเข้าชมประมาณ 200 บาท ความอลังการงานศิลปชิ้นนี้เป็นการบอกเรื่องราวผ่านแสงไฟในห้องสีเหลี่ยม ผู้เข้าชมจะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอยู่ในงานศิลปชิ้นนั้น
"ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่ไม่มีที่สิ้นสุด"
คลิปทั้ง 3 นั้นจัดอยู่ในกลุ่ม ศิลปะจัดวาง (Installation Art) เจาะจงด้วยแสง (Light Installation / Art) องค์ประกอบสำคัญคือหลอดไฟ LED จำนวนมาก + วัสดุใสคริสตัล + กระจกเงารอบด้าน เมื่อแสงสะท้อนซ้ำไปมาในกระจก จึงทำให้เกิดภาพเหมือนดวงไฟมีจำนวนมหาศาลและพื้นที่ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เทคนิคแบบนี้เรียกว่า Infinity Mirror หรือ Infinity Room
สิ่งที่น่าสนใจคือ งานประเภทนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรายืนดูจากภายนอกเหมือนภาพวาด แต่ทำให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ภายในตัวงาน ดังที่เห็นในภาพร่างกายของผู้ชมและเงาสะท้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปด้วยจึงมีลักษณะของ Immersive Art -- ศิลปะที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมอยู่ในผลงาน
แสงไฟสีฟ้า - แดงทอดเป็นแนวผ่านกระจก และเงาสะท้อนทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนพื้นที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความรู้สึกคล้ายท้องฟ้าหรือจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว
1. ทำไมกระจกถึงทำให้เกิดภาพเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด
อธิบายเรื่องการสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างกระจกหลายด้าน เมื่อแสงและวัตถุสพท้อนซ้ำ ภาพจึงดูเหมือนถอยลึกออกไปเรื่อยๆทั้งที่ห้องจริงมีขนาดจำกัด เป็นการเชื่อม ศิลป กับ วิทยาศาตร์
2. ทำไมในภาพจึงเหมือนมีไฟเป็นเหมือนเป็นแสนดวง
ขอให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า ในห้องนี้มีหลอดไฟจริงๆกี่ดวง สิ่งที่เราเห็นส่วรใหญ่ไม่ใช่หลอดไฟจริงทั้งหมด แต่เป็นภาพสะท้อนจำนวนมากของหลอดไฟชุดเดิม
3. Infinity Mirror
เป็นแนวคิดของการใช้กระจกสร้างภาพสะท้อนต่อเนื่อง เป็นเทคนิคหรือเอฟเฟกต์ที่ใช้ได้ในงานหลายประเภท
4. ศิลปแบบ Immersive ต่างจากการดูวาดภาพอย่างไร
เวลาเราดูภาพวาด เรามักยืนอยู่นอกผลงาน แต่ในคลิปนั้นผมเดินเข้าไปอยู่ในตัวผลงาน เงานของผมเอง และการเคลื่อนไหวของผมกลายเป็นองค์ประกอบของงานชิ้นนี้
5. มนุษย์รับรู้ความลึกและพื้นที่อย่างไร
อธิบายได้ว่าสมองของเรานั้นใช้ขนาด ระยะ การซ้อนกัน แสง เงา และมุมมองเพื่อประเมินความลึก แต่กระจกสามารถสร้างข้อมูลทางสายตาที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีพื้นที่อยู่หลังผนังทั้งที่จริงๆไม่มี อันเป็นจิตวิทยาการมองเห็น
6.ทำไมไฟสีน้ำเงินในภาพจึงทำให้นึกถึงอวกาศ
เหมือนเรายืนอยู่ท่ามกลางดวงดาว มีแค่เรากับจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกไม่มีตัวตน เป็นการใช้ความมืด จุดแสงขนาดเล็ก และภาพสะท้อนที่ช่วยลบความรู้สึกเรื่องผนังห้องออกไป
7. หากถามว่า ถ้าไม่มีกระจกจะเหลืออะไร
ถ้าเอากระจกออก เราอาจเห็นเพียงสายไฟและหลอดไฟแขวนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเพิ่มกระจกเข้าไป พื้นที่จำกัดกลับกลายเป็นภาพที่ดูไร้ขอบเขต งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเกิดจากวัสดุราคาแพง แต่อาจเกิดจากวิธีที่ศิลปินจัดการกับการรับรู้ของเรา
ตอนบันทึกวีดีโอนี้ ผมไม่ได้คิดถึงหลักฟิสิกส์หรือประเภทของงานศิลปะเลย เพียงรู้สึกว่ามันสวยจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แต่เมื่อกลับมาดูภาพนี้อีกครั้ง ผมเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในภาพนั้นมีอยู่จริงมากน้อยแค่ไหน ดวงไฟจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่จริงทั้งหมด แต่เกิดจากแสงไฟเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกกระทำให้ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำอีก เสน่ห์ของงานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่อยู่ในห้อง แต่อยู่ที่สายตาเราที่คิดว่าเห็น
"ห้องมีขอบเขต แต่ภาพที่เราเห็นกลับไม่มีขอบเขต"
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น