2569-09-16

ปราสาทหินพิมายในปี 2025

 

ย้อนในปี2025หลังจากเลิกงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมชมปราสาทหินพิมาย สถานที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง นักศึกษา นักท่องเที่ยวหลากหลายเชื้อชาติ   ผมไปเที่ยวและถ่ายภาพเก็บไว้แต่ไม่ได้ความรู้อะไรเลย วันนี้จึงลองศึกษาในแต่ละส่วนของปราสาทกันครับมีความหมายอย่างไรต่อผู้คนในยุคนั้น มันเป็นความหมายต่อตัวเราเสมอเราเป็นมาอย่างไร  ไม่ใช่เพียงแค่ตกแต่งให้สวยงาม สิ่งเหล่านี้เป็นสถาปัตยกรรมและความหมายทางศาสนาซ้อนกันอยู่ หรือใครก่อนไปเที่ยวหาความรู้ไปก่อนแล้วเที่ยวชมจะสนุกกว่าผมอย่างแน่นอน

แนวคิดทางศาสนาแบบขอม center หรือใจกลางคือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากภาพปรางค์มีส่วนสำคัญดังนี้



1. ฐานปรางค์ พื้นที่จริงที่ผมเดินสูงและชันมากครับ ถ้าเดินขึ้น-ลง บันไดจะต้องก้มหัวตลอดเวลา ฐานปรางค์ที่เห็นจะยกสูงเป็นชั้นลดหลั่นอยู่ด้านล่าง ทำหน้าที่รับน้ำหนัก ยกศาสนสถานให้สูงกว่าพื้นธรรมดาช่วยแบ่งพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ออกจากพื้นที่ทั่วไป  การก่อสร้างจำเป็นต้องใช้ความรู้เชิงเรขาคณิตและการวัดอย่างน้อยหลายเรื่อง เช่น การกำหนดแนวแกนและจุดศูนย์กลาง การทำฐานเป็นรูปสี่เหลี่ยมและรักษามุม การกำหนดระดับแนวนอน การแบ่งของระยะชั้นฐานให้ซ้ำกัน และการจัดสมมาตร อาคารสูงและมีมวลมากฐานก็ต้องรับและถ่ายน้ำหนักลงสู่พื้นอย่างเหมาะสม ฐานไม่ได้เป็นก้อนสี่เหลี่ยใธรรมดาแต่เป็นฐานหลายชั้นที่ย่อและเพิ่มมุมเป็นจังหวะ เมื่อชั้นต่างๆซ้อนขึ้นไป สัดส่วนของฐาน-เรือนธาตุ-ยอดปรางค์ ทำให้สายตามองขึ้นไปหาศูนย์กลางด้านบน เป็นการวางแบบอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เอาหินมากองขึ้นไปที่ละก้อน 

2. เรือนธาตุ ถ้าเราอยู่ด้านในจะเป็นพื้นที่สิ่งศักสิทธิ์ครับ  เป็นตัวอาคารหลักทรงสี่เหลี่ยมที่อยู่เหนือฐาน เป็นแกนสำคัญของปรางค์

3. ประตูและกรอบหินประตู เป็นการจัดวางแนวประตูต่อเนื่องกันทะลุไปถึงอีกด้านหนึ่ง เหมือนจะไม่ใช่แค่ประตูเข้า-ออกเท่านั้น เป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

4. ทับหลัง  แผ่นหินแนวนอนเหนือประตู  เป็นภาพแกะสลักนูนสูงขึ้นมา ลวดลายมีความหมายทางศาสนา ไม่ใช่ลายประดับอย่างเดียว หากนึกไม่ออกทับหลังจะออกข่าวบ่อยเกี่ยวกับการถูกโขมยไม่ว่าจะเป็นปราสาทหินที่ใดก็ตาม

5. หน้าบัน เป็นพื้นที่เหนือทับหลัง รูปสามเหลี่ยม ในภาพที่ผมถ่ายมาเป็นการแกะสลักขนาดใหญ่เหนือประตู  ลวดลายพรรณพฤกษา รูปบุคคล เทพ เรื่องราวทางศาสนา เป็นการอ่านความหมายของปราสาทขอมกำลังสื่อถึงอะไร

6. เสาประดับกรอบประตู มีลายแกะสลักละเอียดเป็นแนวยาว ช่องประตูดูแพงสง่างาม ระบบศิลปกรรมขอมช่วยให้นักประวัติศาสตร์เปรียบเทียบรูปแบบและยุคสมัยได้

7. ชั้นหลังคาที่ลดหลั่นขึ้นไป ไม่ใช่การสร้างหอทรงตรงธรรมดา รูปแบบการยกตัวสัมพันธ์กับแนวคิดเรื่องศูนย์กลางของจักรวาลและเขาพระสุเมรุ

8. กลีบขนุน เป็นการช่วยเน้นรูกทรงของยอดปรางค์


ป้ายหน้าสะพานอันนี้เป็น ป้ายข้อมูล/ป้ายประกาศเกี่ยวกับอุทยานประวัติศาสตร์พิมาย ด้านหลังป้ายเป็นราวหินและรูปนาคเรียงอยู่ตามแนวทางเดิน เรียกว่าสะพาน นาคราชครับ เป็นทางก่อนเข้าสู่เขตศาสนสถาน


ก่อนเข้าสู่ตัวปราสาท ทุกคนนักท่องเที่ยวจะผ่านสะพานนาคราช เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของปราสาท เป็นการอธิบายว่าเชื่อมพื้นที่ภายนอกกับพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบการก้าวจากโลกมนุษย์เข้าสู่เขตของศาสนา



เสาหินหลายท่อนซ้อนกันครับ มีรอยต่อชัดเจน ส่วนล่างเป็นฐานบัวเพื่อกระจายน้ำหนักและตกแต่งรูปทรง ส่วนด้านผมคิดว่าน่าจะเป็นคานครับ เป็นการเปิดพื้นที่รับน้ำหนักกว้างขึ้น


ซุ่มประตูทางเข้า ด้านบนมีทับหลังแกะสลัก ช่องประตูหลายช่องเรียงตรงเป็นแนวเดียวกัน

2569-09-04

ศิลปแห่งแสงและกระจก Infinity Mirror




 



ความแปลกใหม่และขี้สงสัยของผมทำให้เราได้พบงานศิลปะชิ้นนี้ครับ ค่าเข้าชมประมาณ 200 บาท ความอลังการงานศิลปชิ้นนี้เป็นการบอกเรื่องราวผ่านแสงไฟในห้องสีเหลี่ยม ผู้เข้าชมจะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอยู่ในงานศิลปชิ้นนั้น 

"ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่ไม่มีที่สิ้นสุด"

คลิปทั้ง 3 นั้นจัดอยู่ในกลุ่ม ศิลปะจัดวาง  (Installation Art) เจาะจงด้วยแสง (Light Installation / Art)  องค์ประกอบสำคัญคือหลอดไฟ LED จำนวนมาก + วัสดุใสคริสตัล + กระจกเงารอบด้าน เมื่อแสงสะท้อนซ้ำไปมาในกระจก จึงทำให้เกิดภาพเหมือนดวงไฟมีจำนวนมหาศาลและพื้นที่ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เทคนิคแบบนี้เรียกว่า Infinity Mirror หรือ  Infinity Room 

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานประเภทนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรายืนดูจากภายนอกเหมือนภาพวาด แต่ทำให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ภายในตัวงาน ดังที่เห็นในภาพร่างกายของผู้ชมและเงาสะท้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปด้วยจึงมีลักษณะของ Immersive Art -- ศิลปะที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมอยู่ในผลงาน

แสงไฟสีฟ้า - แดงทอดเป็นแนวผ่านกระจก และเงาสะท้อนทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนพื้นที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความรู้สึกคล้ายท้องฟ้าหรือจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว

1. ทำไมกระจกถึงทำให้เกิดภาพเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

อธิบายเรื่องการสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างกระจกหลายด้าน เมื่อแสงและวัตถุสพท้อนซ้ำ ภาพจึงดูเหมือนถอยลึกออกไปเรื่อยๆทั้งที่ห้องจริงมีขนาดจำกัด เป็นการเชื่อม ศิลป กับ วิทยาศาตร์

2. ทำไมในภาพจึงเหมือนมีไฟเป็นเหมือนเป็นแสนดวง

ขอให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า ในห้องนี้มีหลอดไฟจริงๆกี่ดวง สิ่งที่เราเห็นส่วรใหญ่ไม่ใช่หลอดไฟจริงทั้งหมด แต่เป็นภาพสะท้อนจำนวนมากของหลอดไฟชุดเดิม 

3. Infinity Mirror 

เป็นแนวคิดของการใช้กระจกสร้างภาพสะท้อนต่อเนื่อง เป็นเทคนิคหรือเอฟเฟกต์ที่ใช้ได้ในงานหลายประเภท

4. ศิลปแบบ Immersive ต่างจากการดูวาดภาพอย่างไร

เวลาเราดูภาพวาด เรามักยืนอยู่นอกผลงาน แต่ในคลิปนั้นผมเดินเข้าไปอยู่ในตัวผลงาน เงานของผมเอง และการเคลื่อนไหวของผมกลายเป็นองค์ประกอบของงานชิ้นนี้

5. มนุษย์รับรู้ความลึกและพื้นที่อย่างไร 

อธิบายได้ว่าสมองของเรานั้นใช้ขนาด ระยะ การซ้อนกัน แสง เงา และมุมมองเพื่อประเมินความลึก แต่กระจกสามารถสร้างข้อมูลทางสายตาที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีพื้นที่อยู่หลังผนังทั้งที่จริงๆไม่มี  อันเป็นจิตวิทยาการมองเห็น

6.ทำไมไฟสีน้ำเงินในภาพจึงทำให้นึกถึงอวกาศ

เหมือนเรายืนอยู่ท่ามกลางดวงดาว มีแค่เรากับจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกไม่มีตัวตน  เป็นการใช้ความมืด จุดแสงขนาดเล็ก และภาพสะท้อนที่ช่วยลบความรู้สึกเรื่องผนังห้องออกไป

7. หากถามว่า ถ้าไม่มีกระจกจะเหลืออะไร

ถ้าเอากระจกออก เราอาจเห็นเพียงสายไฟและหลอดไฟแขวนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเพิ่มกระจกเข้าไป พื้นที่จำกัดกลับกลายเป็นภาพที่ดูไร้ขอบเขต งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเกิดจากวัสดุราคาแพง แต่อาจเกิดจากวิธีที่ศิลปินจัดการกับการรับรู้ของเรา

ตอนบันทึกวีดีโอนี้ ผมไม่ได้คิดถึงหลักฟิสิกส์หรือประเภทของงานศิลปะเลย เพียงรู้สึกว่ามันสวยจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แต่เมื่อกลับมาดูภาพนี้อีกครั้ง ผมเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในภาพนั้นมีอยู่จริงมากน้อยแค่ไหน ดวงไฟจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่จริงทั้งหมด แต่เกิดจากแสงไฟเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกกระทำให้ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำอีก เสน่ห์ของงานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่อยู่ในห้อง แต่อยู่ที่สายตาเราที่คิดว่าเห็น

"ห้องมีขอบเขต แต่ภาพที่เราเห็นกลับไม่มีขอบเขต"