2569-09-04

ศิลปแห่งแสงและกระจก Infinity Mirror




 



ความแปลกใหม่และขี้สงสัยของผมทำให้เราได้พบงานศิลปะชิ้นนี้ครับ ค่าเข้าชมประมาณ 200 บาท ความอลังการงานศิลปชิ้นนี้เป็นการบอกเรื่องราวผ่านแสงไฟในห้องสีเหลี่ยม ผู้เข้าชมจะรู้สึกเหมือนกับว่าเราอยู่ในงานศิลปชิ้นนั้น 

"ทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกที่ไม่มีที่สิ้นสุด"

คลิปทั้ง 3 นั้นจัดอยู่ในกลุ่ม ศิลปะจัดวาง  (Installation Art) เจาะจงด้วยแสง (Light Installation / Art)  องค์ประกอบสำคัญคือหลอดไฟ LED จำนวนมาก + วัสดุใสคริสตัล + กระจกเงารอบด้าน เมื่อแสงสะท้อนซ้ำไปมาในกระจก จึงทำให้เกิดภาพเหมือนดวงไฟมีจำนวนมหาศาลและพื้นที่ทอดยาวออกไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด เทคนิคแบบนี้เรียกว่า Infinity Mirror หรือ  Infinity Room 

สิ่งที่น่าสนใจคือ งานประเภทนี้ไม่ได้มีไว้ให้เรายืนดูจากภายนอกเหมือนภาพวาด แต่ทำให้ผู้ชมเข้าไปอยู่ภายในตัวงาน ดังที่เห็นในภาพร่างกายของผู้ชมและเงาสะท้อนกลายเป็นส่วนหนึ่งของงานศิลปด้วยจึงมีลักษณะของ Immersive Art -- ศิลปะที่สร้างประสบการณ์ให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนถูกโอบล้อมอยู่ในผลงาน

แสงไฟสีฟ้า - แดงทอดเป็นแนวผ่านกระจก และเงาสะท้อนทำให้เกิดความรู้สึกเหมือนพื้นที่ไม่มีจุดสิ้นสุด ความรู้สึกคล้ายท้องฟ้าหรือจักรวาลที่เต็มไปด้วยดวงดาว

1. ทำไมกระจกถึงทำให้เกิดภาพเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด

อธิบายเรื่องการสะท้อนกลับไปกลับมาระหว่างกระจกหลายด้าน เมื่อแสงและวัตถุสพท้อนซ้ำ ภาพจึงดูเหมือนถอยลึกออกไปเรื่อยๆทั้งที่ห้องจริงมีขนาดจำกัด เป็นการเชื่อม ศิลป กับ วิทยาศาตร์

2. ทำไมในภาพจึงเหมือนมีไฟเป็นเหมือนเป็นแสนดวง

ขอให้ผู้อ่านตั้งคำถามว่า ในห้องนี้มีหลอดไฟจริงๆกี่ดวง สิ่งที่เราเห็นส่วรใหญ่ไม่ใช่หลอดไฟจริงทั้งหมด แต่เป็นภาพสะท้อนจำนวนมากของหลอดไฟชุดเดิม 

3. Infinity Mirror 

เป็นแนวคิดของการใช้กระจกสร้างภาพสะท้อนต่อเนื่อง เป็นเทคนิคหรือเอฟเฟกต์ที่ใช้ได้ในงานหลายประเภท

4. ศิลปแบบ Immersive ต่างจากการดูวาดภาพอย่างไร

เวลาเราดูภาพวาด เรามักยืนอยู่นอกผลงาน แต่ในคลิปนั้นผมเดินเข้าไปอยู่ในตัวผลงาน เงานของผมเอง และการเคลื่อนไหวของผมกลายเป็นองค์ประกอบของงานชิ้นนี้

5. มนุษย์รับรู้ความลึกและพื้นที่อย่างไร 

อธิบายได้ว่าสมองของเรานั้นใช้ขนาด ระยะ การซ้อนกัน แสง เงา และมุมมองเพื่อประเมินความลึก แต่กระจกสามารถสร้างข้อมูลทางสายตาที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีพื้นที่อยู่หลังผนังทั้งที่จริงๆไม่มี  อันเป็นจิตวิทยาการมองเห็น

6.ทำไมไฟสีน้ำเงินในภาพจึงทำให้นึกถึงอวกาศ

เหมือนเรายืนอยู่ท่ามกลางดวงดาว มีแค่เรากับจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวกัน รู้สึกไม่มีตัวตน  เป็นการใช้ความมืด จุดแสงขนาดเล็ก และภาพสะท้อนที่ช่วยลบความรู้สึกเรื่องผนังห้องออกไป

7. หากถามว่า ถ้าไม่มีกระจกจะเหลืออะไร

ถ้าเอากระจกออก เราอาจเห็นเพียงสายไฟและหลอดไฟแขวนอยู่จำนวนหนึ่ง แต่เมื่อเพิ่มกระจกเข้าไป พื้นที่จำกัดกลับกลายเป็นภาพที่ดูไร้ขอบเขต งานศิลปะไม่จำเป็นต้องเกิดจากวัสดุราคาแพง แต่อาจเกิดจากวิธีที่ศิลปินจัดการกับการรับรู้ของเรา

ตอนบันทึกวีดีโอนี้ ผมไม่ได้คิดถึงหลักฟิสิกส์หรือประเภทของงานศิลปะเลย เพียงรู้สึกว่ามันสวยจึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่าย แต่เมื่อกลับมาดูภาพนี้อีกครั้ง ผมเริ่มสงสัยว่าสิ่งที่เห็นอยู่ในภาพนั้นมีอยู่จริงมากน้อยแค่ไหน ดวงไฟจำนวนมหาศาลเหล่านั้นไม่ได้มีอยู่จริงทั้งหมด แต่เกิดจากแสงไฟเพียงส่วนหนึ่งที่ถูกกระทำให้ปรากฎซ้ำแล้วซ้ำอีก เสน่ห์ของงานชิ้นนี้ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่อยู่ในห้อง แต่อยู่ที่สายตาเราที่คิดว่าเห็น

"ห้องมีขอบเขต แต่ภาพที่เราเห็นกลับไม่มีขอบเขต"


2569-08-31

สำรวจวัดไทยผ่านช่อฟ้า หน้าบัน และพญานาค

 



สถาปัตยกรรมศาสนสถานแบบไทย เป็นลักษณอาคารพระอุโบสถหรือวิหาร

หน้าบันทรงสามเหลี่ยมสูง หลังคาซ้อนชั้น เครื่องลำยองตามแนวหลังคา จึงชี้บรรยายภาพด้านล่าง

งานเปิดผังลูกนิมิต อุโบสถใหม่ คนแน่นวัดโดยรอบอุโบสถพยายามถ่ายภาพไม่ให้ติดคนมาเที่ยวจึงได้ภาพมุมเสยครับ คนไทยทุกคนผมว่าเราภาคภูมิใจได้นะที่มีวัดสวยๆให้เที่ยวกันเยอะ ความโออ่าอยู่ที่หลังคาซ้อยหลายชั้น ปลายหลังคายกโค้งสูง  เช่น หน้าบันทรงสามเหลี่ยมสูง เครื่องลำยองตามแนวหลังคา และส่วนปลายที่ทำเป็นรูปนาค รวมทั้งการตกแต่งด้วยลายไทย สีทอง แดง น้ำเงินอย่างแน่นหนา ส่วนเหนือประตูและหน้าต่างทำเป็น ซุ้มยอดทรงปราสาทซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมศาสนาแบบไทย

จุดโดดเด่นคือ นาค ตรงปลายชายคา เป็นหัวสัตว์สีเขียวทองชูขึ้นอยู่หลายจุด เป็นองค์ประกอบนาคที่ถูกนำมาใช้กับเครื่องหลังคา ในคติพุทธศาสนา นาคมีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าหลายเรื่องตามนิทานศาสนา

ส่วนหน้าบันด้านบนสุดของภาพมีพระพุทธรูปยืน และด้านล่างมีธรรมจักร พร้อมภาพเทวดา / บุคคลในคติพุทธ การตกแต่งจึงไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เหล่าเรื่องและแสดงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา

เครื่องลำยอง อยู่ตามแนวขอบลาดของหลังคา  โดยเฉพาะขอบหลังคาด้านหน้าที่ไล่เฉียงจากยอดหน้าบันลงมาทางด้านซ้ายและขวา เป็นแนวขอบสีทองที่มีชิ้นเล็กๆเรียงเป็นซี่ๆตลอดขอบหลังคาสีแดง มีองค์ประกอบรวมประดับหลังคาหลายส่วน เช่น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ / นาคสะดุ้ง

 อาคารวัดไทยมีแนวคิดเรื่อง ลำดับชั้น จากฐานอาคารขึ้นไปยังผนัง ซุ้มหน้าต่าง หน้าบัน หลังคา และยอด ทุกอย่างค่อยๆพาสายตาขึ้นด้านบน ทำให้อาคารดูสูงและสง่างามแม้ตัวอาคารจริงจะไม่ได้สูงมากเหมือนมหาวิหารแบบยุโรป


ด้านข้างของอุโบสถ หน้าต่าง 3 ช่อง แต่ละช่องไม่ได้ทำหน้าต่างธรรมดา ด้านบนทำเป็นซุ้มยอดทรงปราสาท/เรือนยอด ลดหลั่นหลายชั้น อันเป็นการยกฐานะหน้าต่างให้ดูวิจิตรและสูงส่ง

ผนังสีน้ำเงินรอบหน้าต่างประดับด้วย ลายไทย ส่วนเสาหรือแนวตั้งระหว่างหน้าต่างตกแต่งลายสีแดง - ทอง ทำให้ผนังถูกแบ่งออกเป็นช่วงๆอย่างเป็นระเบียบ

บริเวณด้านล่างฐานเป็นฐานอาคารและแนวบัว ซ้อนกันหลายชั้น มีลายดอกไม้และลายกลีบบัวสีทอง เป็นวิธีตกแต่งฐานสวนวิจิตรตามสถาปัตยกรรมวัดไทย

การฝังลูกนิมิต การนำลูกนิมิตลงฝังเพื่อกำหนดเขตสีมาของพระอุโบสถ 

จุดสำคัญคือ "ใบเสนา" กับ "ลูกนิมิต" ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

นิมิตคือสิ่งที่ใช้หมายเขตสำหรับกำหนดสีมา  หรือใช้สิ่งอื่นทดแทนที่สามารถเป็นสิ่งธรรมชาติหรือสิ่งที่กำหนดได้หลายประเภท ไม่จำเป็นต้องเป็นลูกหินกลมเสมอไป แต่เชื่อว่าคนไทยในปัจจุบันคุ้นเคยกับลูกนิมิต ดังนั้นเมื่อฝังลูกนิมิตแล้ว ก็จำใบเสมาคือแผ่นศิลาหรือสิ่งก่อสร้างที่ตั้งให้มองเห็นเหนือพื้นดิน เพื่อแสดงบริเวณเขตสีมา

เมื่อได้ยินคำว่าเขตสีมา พูดง่ายๆคือ เขตที่พระสงฆ์กำหนดไว้สำหรับประกอบ "สังฆกรรม" ตามพระวินัยครับ ไม่ได้หมายถึง พื้นที่วัดทั้งหมด เช่น การอุปสมบล บวชพระ การประชุมทำกิจของสงฆ์บางประเภทที่พระวินัยกำหนดให้ทำภายในสีมา


อุโบสถขาว หลังคาซ้อนกัน (คนละวัดกัน)