2569-08-31

สำรวจวัดไทยผ่านช่อฟ้า หน้าบัน และพญานาค

 



สถาปัตยกรรมศาสนสถานแบบไทย เป็นลักษณอาคารพระอุโบสถหรือวิหาร

หน้าบันทรงสามเหลี่ยมสูง หลังคาซ้อนชั้น เครื่องลำยองตามแนวหลังคา จึงชี้บรรยายภาพด้านล่าง

งานเปิดผังลูกนิมิต อุโบสถใหม่ คนแน่นวัดโดยรอบอุโบสถพยายามถ่ายภาพไม่ให้ติดคนมาเที่ยวจึงได้ภาพมุมเสยครับ คนไทยทุกคนผมว่าเราภาคภูมิใจได้นะที่มีวัดสวยๆให้เที่ยวกันเยอะ ความโออ่าอยู่ที่หลังคาซ้อยหลายชั้น ปลายหลังคายกโค้งสูง  เช่น หน้าบันทรงสามเหลี่ยมสูง เครื่องลำยองตามแนวหลังคา และส่วนปลายที่ทำเป็นรูปนาค รวมทั้งการตกแต่งด้วยลายไทย สีทอง แดง น้ำเงินอย่างแน่นหนา ส่วนเหนือประตูและหน้าต่างทำเป็น ซุ้มยอดทรงปราสาทซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมศาสนาแบบไทย

จุดโดดเด่นคือ นาค ตรงปลายชายคา เป็นหัวสัตว์สีเขียวทองชูขึ้นอยู่หลายจุด เป็นองค์ประกอบนาคที่ถูกนำมาใช้กับเครื่องหลังคา ในคติพุทธศาสนา นาคมีความสัมพันธ์กับพระพุทธเจ้าหลายเรื่องตามนิทานศาสนา

ส่วนหน้าบันด้านบนสุดของภาพมีพระพุทธรูปยืน และด้านล่างมีธรรมจักร พร้อมภาพเทวดา / บุคคลในคติพุทธ การตกแต่งจึงไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามอย่างเดียว แต่ทำหน้าที่เหล่าเรื่องและแสดงสัญลักษณ์ทางพระพุทธศาสนา

เครื่องลำยอง อยู่ตามแนวขอบลาดของหลังคา  โดยเฉพาะขอบหลังคาด้านหน้าที่ไล่เฉียงจากยอดหน้าบันลงมาทางด้านซ้ายและขวา เป็นแนวขอบสีทองที่มีชิ้นเล็กๆเรียงเป็นซี่ๆตลอดขอบหลังคาสีแดง มีองค์ประกอบรวมประดับหลังคาหลายส่วน เช่น ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ / นาคสะดุ้ง

 อาคารวัดไทยมีแนวคิดเรื่อง ลำดับชั้น จากฐานอาคารขึ้นไปยังผนัง ซุ้มหน้าต่าง หน้าบัน หลังคา และยอด ทุกอย่างค่อยๆพาสายตาขึ้นด้านบน ทำให้อาคารดูสูงและสง่างามแม้ตัวอาคารจริงจะไม่ได้สูงมากเหมือนมหาวิหารแบบยุโรป


ด้านข้างของอุโบสถ หน้าต่าง 3 ช่อง แต่ละช่องไม่ได้ทำหน้าต่างธรรมดา ด้านบนทำเป็นซุ้มยอดทรงปราสาท/เรือนยอด ลดหลั่นหลายชั้น อันเป็นการยกฐานะหน้าต่างให้ดูวิจิตรและสูงส่ง

ผนังสีน้ำเงินรอบหน้าต่างประดับด้วย ลายไทย ส่วนเสาหรือแนวตั้งระหว่างหน้าต่างตกแต่งลายสีแดง - ทอง ทำให้ผนังถูกแบ่งออกเป็นช่วงๆอย่างเป็นระเบียบ

บริเวณด้านล่างฐานเป็นฐานอาคารและแนวบัว ซ้อนกันหลายชั้น มีลายดอกไม้และลายกลีบบัวสีทอง เป็นวิธีตกแต่งฐานสวนวิจิตรตามสถาปัตยกรรมวัดไทย

2569-08-19

นิทรรศการไดโนเสาร์ at Terminal 21 Korat

 

งานนิทรรศการ & ศิลปะ ไดโนเสาร์ จัดที่ Terminal 21 Korat 2025 มีแต่เด็กเข้าชมมากับผู้ปกครอง ผมโตแล้วเข้าไปดูก็จะเขินๆหน่อย

Spinophorosaurus

ภาพลงมาจะเป็น วัย juvenile

ส่วนล่างสุดเป็นวัยเต็มตัว



ตัวนี้ผมตกใจเหมือนกันเพราะเหมือนก็อตซิวล่าเหมือนน้องจะชื่อ IGuanodon Mantelli สรุปย่อๆก็คือตอนแรกมนุษย์ไม่ได้รู้รูปร่างที่แท้จริงของไดโนเสาร์ทันทีที่พบกระดูก เมื่อเจอฟอสซิลที่สมบูรณ์จึงนำมาแก้ไข ประติดปะต่อเรื่องราวจากกระดูกที่ค้นพบได้ที่ละส่วนตอนแรกก็คิดว่าจะเหมือนจิงโจ้แต่เปล่าเลยไม่ใช่สุดท้ายได้เป็นอิกัวโนดอนในปัจจุบัน แต่ใจจริงแล้วแต่คนใช้จินตนาการว่าจะมีลักษณะอย่างไร แต่ใช่ว่างานขุดพบฟอสซิลจะง่ายดายสิ่งที่ค้นพบนำไปสู่การตีพิมพ์บทความทางวิชาการทางวิทยาศาตร์

ชื่ออิกัวโนดอนตั้งตาม Gideon Mantell นักบรรพชีวินชาวอังกฤษ ซากฟอสซิลที่ขุดพบนำมาศึกษากันพบที่ Bernissart ประเทศเบลเยียม



ผมก็ไม่แน่ใจว่าตัวนี้เรียกว่าอะไรก็น่าจะเป็นพวกหุ้มเกราะ (แองคิโลซอร์)  ดูจากลำตัวเตี้ยและกว้าง มีสี่ขา และมีเกราะกระดูกปกคลุมหลัง พร้อมหนามขนาดใหญ่บริเวณด้านข้างลำตัว



อันนี้จะเป็นภาพเปรียบเทียบกะโหลกของไดโนเสาร์กินเนื้อและญาติใกล้เคียงหลายชนิด ระบุไว้ 9 ชนิดคือ

(a) Ornitholestes ไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดเล็ก

(b) Oviraptor โอวิแรปเตอร์ กะโหลกสั้นและสูง รูปร่างแตกต่างจากพวกกินเนื้อทั่วไป

(c)Albertosaurus ญาติใกล้ชิดของ T.rex

(d) Tyrannosaurus -ทีเร็กซ์ กะโหลกหนา สั้น ลึก แข็งแรงและมีฟันขนาดใหญ่

(e) Saurornithoides ไดโนเสาร์กลุ่มกะโหลกค่อนข้างเรียวยาว

(f) Gallimimus รูปร่างคล้ายนกหระจอกเทศ

(g) Dromiceiomimus อีกชนิดของกลุ่มคล้ายนกกระจอกเทศ

(h) Deinonychus ไดโนนิคัส

(i) Velociraptor เวโลซีแรปเตอร์ กลุ่มกะโหลกยาวและเรียว



ภาพนี้น่าจะเป็นโครงกระดูกนก แต่ที่มาจัดแสดงร่วมกับไดโนเสาร์น่าจะชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการ เพราะนกในปัจจุบันก็คือทายาทของไดโนเสาร์ที่ยังมีชีวิตอยู่ คอยาว ขายาว กะโหลกและจะงอยปากเรียวยาว เราพบเจอผู้เป็นทายาทไดโนเสาร์ทุกวัน อาทิเช่น ไก่ นกพิราบ นกกระจอกเทศ นกอินทรี เป็นสิ่งหลงเหลือทางวิวัฒนาการ หมายความว่าไดโนเสาร์ไม่ได้สูญพันธุ์ไปทั้งหมด มีสายพันธุ์บางชนิดที่รอดมาได้และแตกแขนงกลายเป็นนกสมัยใหม่กว่าหลายชนิดในปัจจุบัน มนุษย์จึงได้ศึกษาในปัจจุบัน ครั้งแรกที่เดินในงานผมแปลกใจทำไมมีโครงกระดูกนกในการจัดแสดงในงานไดโนเสาร์เพื่อเปรียบความสัมพันธุ์ เด็กๆที่มาเที่ยวงานย่อมใช้จินตนาการสนุกไปกับงานแสดง





นี่คือ เทอโรซอร์ ( Pterosaur ) ตอนแรกเข้าใจว่าเป็นนกแท้จริงเป็นสัตว์เลื้อยคลานในยุคไดโนเสาร์
เหตุผลที่เป็นสัตว์เลื้อยคลานคือ ปีกเป็นเยื่อหนัง ขึงอยู่กับนิ้วที่ 4 ซึ่งยาวมากๆ ไม่ใช่ปีกที่สร้างจากขนแบบนก จะงอยปากยาว และมีหงอนบนศีรษะ

แล้วเทอโรซอร์เป็นค้างคาวไหม???

คำตอบคือไม่ใช่ค้างคาว ค้างคาวไม่ใช่ทายาทของเทอโรซอร์ เหตุผลคือค้างคาวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปีกเป็นเยื่อหนังเหมือนเทอโรซอร์ก็จริงแต่เยื่อหนังขึงระหว่างนิ้วมือหลายๆนิ้วที่ยาวออก
และอีกเหตุผลหลักที่ต่างกันคือ
ซึ่งผมไม่เข้าใจนักทราบคราวๆคือเทอร์โรซอร์และค้างคาวมีวิวัฒนาการบินแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งไม่สามารถให้รายละเอียดแก่ผู้อ่านได้มากนัก

โดยสรุปคือ การบินด้วยปีกอย่างแท้จริงเกิดขึ้นอย่างอิสระอย่างน้อย 3 สายใหญ่ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง ได้แก่
เทอโรซอร์------สูญพันธุ์แล้ว
นก---------------ยังมีชิวิตอยู่
ค้างคาว---------ยังมีชีวิตอยู่


ตัวนี้เป็นไดโนเสาร์คอยาว ชื่อว่า มาเมนซิซอรัส ป้ายชื่อก็เล็กนิดนึง เป็นไดโนเสาร์กินพืชเป็นอาหาร  ที่น่าตกใจคือเขาเป็นสัตว์เลื้อยคลาน มีกระดูกคอที่ยาวมากแต่ผมว่าตามแบบจำลองกระดูกคอตั้งตรงเกินไป  เราเคยผ่านการดูภาพยนตร์หรือสารคดี คอจะไม่ตั้งตรงขนาดนี่ 

ทายาทของมาเมนซิซอรัสปัจจุบันไม่มีเหลืออยู่เลย สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว และยีราฟก็ไม่ใช่ทายาทของมาเมนซิซอรัสเพราะยีราฟเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์กีบคู่ ลิ้นยาวสีเข้ม ยีราฟจะใกล้เคียงกับโอคาปีสะมากกว่าในเรื่องโครงสร้างกระดูก

ยีราฟและมาเมนซิซอรัสแม้มีคอยาวเหมือนกันแต่แยกจากกันในวิวัฒนาการ



จำลองภาพฟอสซิลการทำงานของนักบรรพชีวิน ตอนแรกผมคิดว่าเป็นกิจกรรมให้เด็กได้ร่วมสนุกเป็นนักบรรพชีวิน แต่อาจเป็นเพียงการจัดแสดงเท่านั้น ผมชอบไอเดียให้ผู้ชมแสดงจินตนาการด้วยตนเองไดโนเสาร์มีที่มาอย่างไร การทำงานขุดค้นพบนั้นมีกระบวนการจัดเก็บฟอสซิลอย่างไร

ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นการจำลองขุดไดโนเสาร์กลุ่มซอโรพอด เพราะว่ากระดูกใหญ่และยาว โดยเฉพาะกระดูกแขนขา และกระดูกบริเวณลำตัว มีซี่โครงขนาดใหญ่ คล้ายๆกับกลุ่มไดโนเสาร์กินพืช 
กระบวนการทำงานน่าทึ่งมากฟอสซิลของจริงนั้นติดอยู่กับหินหรือต่อเนื่องเข้าไปในชั้นหิน
1. การสำรวจหาฟอสซิล โดยบริเวณชั้นหินอายุที่เหมาะสมเป็นหมุดหมายสำคัญ
2. กำหนดพื้นที่และบันทึกตำแหน่ง ถ่ายภาพก่อนขุด วัดพิกัด บันทึกชั้นหิน ทำแผนผังตำแหน่ง วิเคราะห์การวางตัวของกระดูกบอกได้ว่าสัตว์ตายอย่างไร
3. นำหินออกและเปิดกระดูก จะปล่อยหินติดกระดูกอยู่บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกแตก
4.การทำให้กระดูกแข็งแรงและทำเฝือกหุ้มฟอสซิล โดยใช้ปูนปลาสเตอร์
5. นำกลับเข้าห้องLab ศึกษาและประกอบภาพของสัตว์ จำลอง 3 มิติ หรือ CT scan 

ภาพที่ผมถ่ายมาก่อนนี้น่าจะอยู่ขั้นตอนที่ 2-3 ครับ

ภาพนี้เป็นเพียงภาพเดียวขยายเรื่องราวน่าอัศจรรย์ของนักบรรพชีวิน จำลองภาพในใจต่อเรื่องการขนย้ายโครงกระดูกขนาดใหญ่ก่รใช้ปูนฟลาสเตอร์โอบให้เป็นก้อนใหญ่ทำหน้าที่เหมือนเปือกแข็งป้องกันกระดูก น้ำหนักของมันเท่ากับรถบรรทุกจึงต้องใช้แม่แรง รอก รถตัก เครน หรือรถบรรทุกขึ้นอยู่กับพื้นที่

โครงไดโนเสาร์ที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์จำนวนมากมีทั้งฟอสซิลจริงและชิ้นจำลองประกอบกัน ผู้ชมงานต้องสังเกตหากเป็นงานจำลองจะให้คำว่า Cast / Replica  ทราบเช่นนี้แล้วผู้ชมอาจรู้สึกว่าถูกหลอกลวง หากมองย้อนทบทวนฟอสซิลเหล่านี้เปราะบางและพบเป็นชิ้นส่วนที่ไม่สมบูรณ์ การอนุรักษ์และเก็บมันไว้ในพื้นที่ปลอดภัยก็นับเข้าใจได้


ภาพนี้จำลองโดย AI เพื่อประกอบความเข้าใจ


คลิปประกอบ  https://www.youtube.com/shorts/-abCV-Km26Y

2556-01-02

สุริยะภูมิ จักรวาล

ภาพผลงานชิ้นเอก "สุริยะภูมิ จักรวาล" ที่ปราสาทคอร์ททอร์ฟ (Gottorf castle) ปราสาทอายุเก่าแก่กว่า 200 ปี ประเทศเยอรมัน โดยภาพวาดตั้งอยู่ใจกลางปราสาท ผู้สร้างผลงานคือ ถวัลย์ ดัชนี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ปี 2554

ถวัลย์ดัชนีเขียนภาพสุริยภูมิจักรวาลประมาณปี ค.ศ. 1977 โดยได้รับเชิญจากเจ้าชายเฮอร์มัน กราฟ ฟัน ฮาร์ดเฟล์ด แห่งเยอรมนี โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นเช็คไม่กรอกตัวเลข

background เป็นภาพสุริยภูมิจักรวาล


ภาพ"สุริยะภูมิ จักรวาล" มีลวดลายวิจิตรงดงาม เป็นรูปพระนารายณ์แปลงร่างเป็นเทพนรสิงห์ ( พระนารายณ์เป็นเทพผู้รักษาคุ้มครองโลก อวตาลลงมาเกิดเป็นนรสิงห์ สัตว์ลักษณะครึ่งคนครึ่งสิงห์เพื่อปราบเจ้ายักษ์หิรัณยกศิปุ

ยักษ์หิรัณยกศิปุนั้นเดิมที่ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรเลย บำเพ็ญเพียรภาวนาต่อพระอิศวร จนในที่สุดพระอิศวรลงมาให้พร จะเป็นยักษ์ที่ฆ่าไม่ตาย ไม่ว่าจะอาวุธใดๆ เทพองค์ใดๆ ทั้งในเวลากลางวันและกลางคืน ทั้งในเรือนและนอกเรือน และตัวยักษ์เองจะมีพลังมากมายมหาศาล เมื่อได้รับพรดังว่าแล้ว คิดสำคัญตนว่ามีฤทธิ์เดชเหนือผู้อื่น จึงท้าพระนารายณ์รบ

ปราสาท Gottorf castle ปัจจุบันไม่เปิดให้เข้าชมแล้ว อันจะก่อให้เกิดความเสียหายกับภาพจากความหนาวเย็น

Gottorf castle
อ้างอิง
http://www.youtube.com/watch?v=rMCyjCwlT7s
www.wikipedia.org

2555-03-08

ภาพปะติด

ภาพปะติด หรือ คอลลาจ คือ การสร้างสรรค์งานศิลปะที่ต้องอาศัยพื้นฐานของการวาดภาพเขียนภาพนั่นเอง แทนที่จะวาภาพแล้วระบายสี กลับใช้วัสดุที่มีรูปร่าง รูปทรง ซึ่งมีสีสันต่างๆ ปะติดลงไปจะได้ภาพตามต้องการ
            ภาพปะติด เป็นงานสื่อประสมแบบ 2 มิติ เริ่มแรกเป็นการนำเอาวัสดุที่มีลักษณะ 2 มิติ เช่น ภาพถ่าย ภาพพิมพ์ กระดาษ ภาพเขียนและวัสดุอื่นๆ มาปะติดลงบนแผ่นรองรับให้เกิดเป็นภาพต่างๆ ขึ้น โดยอาจจะแต่งเติมด้วยการระบายสีหรือใช้สีของวัสดุทั้งหมด ภาพปะติดในระยะหลังเริ่มใช้วัสดุที่มีความหนามากขึ้นและหลากหลายชนิดมากขึ้น แต่ยังคงปะติดอยู่บนแผ่นพื้นระนาบเช่นเดิม
            คอลลาจ ถูกบันทึกไว้ว่ามีการใช้ครั้งแรกในศตวรรษที่ 20 แต่ความจริงแล้วมีมาตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 18 นักบวชได้ใช้งานปะติดตกแต่งในหนังสือสวดมนต์ การ์ดอวยพรวันวาเลนไทน์ จนถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดความนิยมและแพร่ขยายตัวออกไป เครื่องมือ เครื่องจักร มีวิวัฒนาการทันสมัยขึ้น ทำให้เกิดผลิตภัณฑ์สินค้ารูปแบบต่างๆ มากมาย กระดาษ และหนังสือพิมพ์ ผ้า ลูกปัด เกิดขึ้นพร้อมกับความเจริญทางด้านเทคโนโลยีสมัยใหม่ จึงทำให้เกิดการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให้มีวิวัฒนาการของคอลลาจเกิดขึ้นอีกมากมาย

 ภาพปะติดที่นำกระดาษจากนิตยสารมาติดเป็นใบหน้าบุคคลที่มีชื่อเสียง 
ที่มา
 http://www.thaigoodview.com/node/20371
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.

คีตกวีเอกของโลก : ยุคบาโรค

คีตกวีเอกของโลก : ยุคบาโรค

 

ชื่อคีตกวี                              โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค(Johann Sebastian Bach, 1685-1750)


ประวัติ
        โยฮันน์ เซบาสเตียน บาค (Johann Sebastian Bach) เป็นคีตกวีและนักเล่นออร์แกนชาวเยอรมัน   เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2228 (ค.ศ. 1685) ในครอบครัวนักดนตรี ที่เมืองไอเซนนาค (Eisenach) ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2293 ที่เมืองไลปซิค  ผลงานของบาคกลายเป็นเอกลักษณ์ของยุคสมัย และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาดนตรีตะวันตก แม้แต่นักประพันธ์เพลงผู้ยิ่งใหญ่เช่น โมซาร์ท และ เบโทเฟน ยังยอมรับบาคในฐานะปรมาจารย์
        งานของบาคโดดเด่นในทุกแง่ทุกมุม ด้วยความพิถิพิถันของบทเพลงที่เต็มไปด้วย ท่วงทำนอง เสียงประสาน หรือ เทคนิคการสอดประสานกันของท่วงทำนองต่างๆ รูปแบบที่สมบูรณ์แบบ เทคนิคที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี การศึกษาค้นคว้า แรงบันดาลใจอันเต็มเปี่ยม รวมทั้งปริมาณของบทเพลงที่แต่ง ทำให้งานของบาคมีความเป็นอมตะจนถึงปัจจุบัน


ตัวอย่างผลงานที่มีชื่อเสียง 
Passions
  • St. Matthew Passion, BWV. 244 - perf. 1729
  • St. John Passion, BWV. 245 - perf. 1724
  • St. Mark Passion, BWV. 247 - perf. 1731
Brandenburg Concertos - 1731
  • No. 1, BWV. 1046 - F Major
  • No. 2, BWV. 1047 - F Major
  • No. 3, BWV. 1048 - G Major
  • No. 4, BWV. 1049 - G Major
  • No. 5, BWV. 1050 - D Major
  • No. 6, BWV. 1051 - B flat Major
Orchestral Suites
  • BWV. 1066, C Major - 1725
  • BWV. 1067, b minor - 1739
  • BWV. 1068, D Major - 1731
  • BWV. 1069, D Major - 1725
 การจัดหมวดหมู่ผลงานของบาค
            ผลงานดนตรีของบาคถูกเรียงระบบด้วยตัวเลข BWV ซึ่งเป็นตัวย่อของคำว่า Bach Werke Verzeichnis ที่แปลว่า คาตาลอกผลงานของบาค ซึ่งตีพิมพ์ขึ้นในปี คศ. 1950 และเรียบเรียงโดยโวล์ฟกัง ชะไมเดอร์ (Wolfgang Schmieder). คาตาลอกนี้ไม่ได้ถูกเรียบเรียงตามเวลา แต่ตามเรื่องราว. BWV 1-224 เป็นผลงานแคนตาตา BWV 225–48 เป็นผลงานสำหรับคณะนักร้องชิ้นใหญ่ BWV 250–524 เป็นผลงานขับร้องและดนตรีศักดิ์สิทธิ BWV 525–748 เป็นผลงานสำหรับออร์แกน BWV 772–994 เป็นผลงานสำหรับเครื่องดนตรีคีย์บอร์ด BWV 995–1000 เป็นผลงานสำหรับลูท BWV 1001–40 เป็นผลงานดนตรีแชมเบอร์(chamber music) BWV 1041–71 เป็นผลงานสำหรบออร์เคสตรา และ BWV 1072–1126 เป็นผลงานแคนอน และ ฟูเก้. ในขั้นตอนการจัดเรียงคาตาลอกนี้ ชะไมเดอร์เรียบเรียงตาม Bach Gesellschaft Ausgabe ที่เป็นผลงานของบาคแบบครบถ้วนทตีพิมพ์ขึ้นในระหว่างปี คศ. 1850-1905.

ที่มา  http://www.thaigoodview.com/node/17225
สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.

เทคนิดการใช้สีน้ำ

เทคนิคการใช้สีน้ำ

เทคนิดพื้นฐาน 5 อย่างนี้จะทำให้เพื่อนๆหรือผู้ที่เริ่มต้นรู้จักสีน้ำมากขึ้น และสามารถนำไปสร้างผลงานศิลปะด้วยสีน้ำที่สวยงามได้อย่างแน่นอนค่ะ

การระบายแบบเปียกบนเปียก (Wet on Wet) คือสีเปียก(สีผสมน้ำแล้ว) ระบายบนกระดาษเปียก (กระดาษที่ระบายน้ำหรือน้ำสีไว้แล้ว วิธีการคือ ใช้พู่กันจุ่มสี(ค่อนข้างข้น) แตะแต้มบนกระดาษที่เปืยกอยู่แล้วตามด้วยสีอื่น สีจะไหลซึม รุกรานเข้าหากันอย่างกลมกลืนและมีส่วนเกิดเป็นสีใหม่เพิ่มขึ้นมา
ถ้าทำบนกระดาษเปียกชุ่ม สีจะรุกรานกันรวดเร็วและนุ่มนวล เทคนิคนี้นำไปใช้ระบายท้องฟ้า หรือน้ำทะเลได้
ถ้าทำบนกระดาษเปียก สีจะรุกรานไม่มากแต่ยังคงผสมผสานกลมกลืนกันดี เทคนิคนี้นำไปใช้ระบายเป็นพวกวัตถุรูปทรงทั่วไปได้
ถ้าทำบนกระดาษหมาด สีจะผสมผสานกลมกลืนกันน้อย เห็นการแยกสัดส่วนชัดเจนกว่า เทคนิคนี้นำไปใช้สร้างพื้นผิวแสดงความแตกต่าง ไม่เรียบ

ระบายแบบเปียกบนแห้ง (Wet on Dry)
เป็นลักษณะการระบายเรียบโดยใช้สี (ผสมน้ำแล้ว) ระบายบนกระดาษแห้งมี 3 รูปแบบดังนี้

ระบายเรียบสีเดียว (Flat wash) โดยใช้พู่กันจุ่มสีระบายไปตามแนวนอนบนกระดาษที่เอียงเล็กน้อยให้น้ำสีไหลลงไปกองข้างล่างแล้วระบายต่อเนื่องกันลงไปจนจบ การระบายครั้งต่อไปให้ต่อที่ใต้คราบน้ำที่ยังเปียกอยู่ ผลที่ได้คือสีจะใส เรียบสม่ำเสมอ ระวัง อย่านำพู่กันไปจุ่มน้ำ หรือเติมน้ำลงในสี ระหว่างทำงานเพราะจะทำให้สีที่ได้ไม่เรียบเกิดเป็นขั้นได้

ระบายเรียบหลายสี(colour wash) ทำเหมือนกับระบายเรียบสีเดียวแต่เมื่อจบสีที่ 1 แล้วให้ระบายสีที่ 2 ต่อที่ใต้คราบน้ำขณะที่เปียกอยู่ ผลที่ได้คือสีต่างๆจะมีการผสมผสานกลมกลืนกันอย่างต่อเนื่อง หมายเหตุทั้งการระบายเรียบสีเดียว และหลายสีเป็นพื้นฐานของงานสีน้ำที่นำไปใช้ระบายให้เกิดภาพแล้วแต่ว่าจะให้เป็นสีเดียว หรือหลายสีเช่น ภาพคนใส่เสื้อผ้าก็ต้องเป็นระบายเรียบหลายสี

ระบายเรียบอ่อนแก่(Grade wash) เป็นการระบายให้เกิดค่าน้ำหนักของสี จะเริ่มจากอ่อนไปหาแก่หรือ จากแก่ไปหาอ่อนก็ได้ ถ้าเริ่มจากแก่ไปหาอ่อนก็ผสมสีให้ข้นกว่าปกติ แล้วระบายเรียบได้ช่วงหนึ่งให้ล้างพู่กันจนสะอาดแล้วจุ่มน้ำมาระบายใต้คราบน้ำเป็นระยะๆให้สีจางลงไปเรื่อยๆ ถ้าเริ่มจากอ่อนไปหาแก่ ให้ผสมสีเจือจางแล้วระบายเรียบไปช่วงหนึง ก้เพิ่มสีให้มีความเข้มข้นขึ้น แล้วระบายต่อใต้คราบน้ำลงมาเป็นระยะๆให้สีเข้มขึ้น การระบายเรียบอ่อนแก่ เป็นเทคนิคที่นำไปใช้ให้เกิดมิติ แสง-เงา
การระบายแบบแห้งบนแห้ง(Dry on Dry) เป็นการระบายสีข้นๆบนกระดาษแห้งในลักษณะต่างๆเช่น แตะ แต้ม ขีด เขียน ลากเส้นอย่างรวดเร็วประกอบกับการใช้ส่วนต่างๆของพู่กันคือปลายบ้าง โคนบ้างเพื่อให้เกิดเป็นลักษณะต่างๆ เทคนิคนี้นำไปใช้เน้นเพื่อเพิ่มรายละเอียดของภาพ เช่นเมื่อเราทำภาพตัวบ้านเสร็จแล้วเราก็มาใส่ประตู หน้าต่างด้วยการใช้สีข้นๆ แตะ แต้มลงไป เราก็จะได้รายละเอียดของภาพแบบ Dry on Dry

การระบายเคลือบ(Glazing) เป็นการระบายทับซ้ำสีที่แห้งสนิทแล้วด้วยสีเดิมที่เข้มกว่า โดยสีที่ระบายเคลือบนี้ควรต้องเป็นสีโปร่งแสง ผลที่ได้คือส่วนที่ระบายเคลือบจะเป็นพื้นและส่วนที่เว้นไว้จะเป็นรูป ซึ่งรูปกับพื้นนี้จะมีความขัดแย้งหรือตัดกันเสมอคือถ้าพื้นเข้มรูปต้องอ่อน ถ้าพื้นอ่อนรูปต้องเข้ม เทคนิคการระบายเคลือบนี้นำไปใช้สร้างรูปทรง ผลักระยะให้ลึกตื้น สร้างเงา ลดความจัดจ้านของสีบรรยากาศ

การระบายขอบคมชัดและเรือนราง(Hard Edge/Soft Edge)
Hard Edge เป็นการระบายให้เกิดการตัดกัน แบ่งขอบเขตระหว่างรูปกับพื้นหรือพื้นกับรูปอย่างชัดเจน หรือให้เกิดเป็นเหลี่ยมเป็นสัน วิธีการคือ ระบายเป็นขอบตามที่ต้องการแล้วปล่อยทิ้งไว้ ไม่ทำให้เกิดการกลมกลืน เช่นกรณีเขียนภาพทิวทัศน์ที่มีบ้านในสวน เราให้ส่วนที่เป็นหลังเว้นขาวไว้เพราะเป็นส่วนที่รับแสง ถัดจากหลังคาไปเป็นบรรยากาศก็ให้ใช้สีของบรรยากาศเพิ่มความเข้มระบายกดระยะลงไปเป็น Hard Edge หรือให้ตัวบ้านและบรรยากาศโดยรอบตัดกันเป็นขอบคมชัด แยกสัดส่วนกันเพื่อให้บ้านดูลอยเด่นขึ้นมา
Soft Edge คือการเจือจางขอบเขตระหว่างพื้นกับรูปบางส่วนให้ดูกลมกลืนกัน วิธีการใช้น้ำมา soft ตรงเส้นขอบให้เกิดการเจือจาง เทคนิคนี้ใช้ในกรณีที่ต้องการลดความขัดแย้งให้เกิดการกลมกลืน เช่นกรณีระบายภาพคลื่นในทะเล บางจุดของคลื่นจะมีน้ำทะเลตัดกับฟองอย่างชัดเจน และบางจุดที่ต่อเนื่องจะมีความกลมกลืนกัน เพราะฟองคลายตัวลงหรืออาจเป็นส่วนที่รับแสง ตรงส่วนนี้ให้เรา soft edge  โดยใช้น้ำมา soft เพื่อละลายเส้นขอบแสดงความกลมกลืนได้

ที่มา http://www.thaigoodview.com/node/10611 สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.

2555-01-30

โอคิชิทอ ศิลปะป้องกันตัว โดยนักต่อสู้ชาวแคนาดา

ศิลปะการต่อสู้ โอคิชิทอ (okichitaw) เป็นการต่อสู้โดยใช้อาวุธเข้าต่อสู้ในระยะประชิดตัว

อาวุธที่ใช้ในการต่อสู้ เรียกว่า สต็อกคลับ (nontoni towin mistik) มีรูปแบบจำลองเป็นพานท้ายปืนไรเฟิล อาวุธชนิดอื่นๆ เช่น ขวานโทมาฮอว์ก ทวนสั้นและยาว รวมถึงกริชที่ราบ

ข้อมูลทางปรัชญาของโอคิชิทอ
การต่อสู้โอคิชิทอ พบในหมู่ชนพื้นเมืองของทวีปอเมริกาเหนือ กระบวนท่าที่ใช้ในการต่อสู้มีความหมายในทางปรัชญา กล่าวคือ กระบวนท่าในการฝึกฝนเป็นไปตามทิศทั้ง 4 เริ่มที่ทิศตะวันออกคือกลยุทธในช่วงเสี้ยววินาที และกระบวนท่าการเคลื่อนไหวที่มาพร้อมกับพลังและความมุ่งมั่น (ทิศใต้) ส่วนทิศเหนือหมายถึงฝ่ายศัตรูถูกควบคุมโดยกลยุทธและท้ายที่สุดคือทิศตะวันตก โดยเทคนิคทั้งหมดจะปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม

ข้อมูลที่มาและรูปภาพ
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AD%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%AD

2554-12-17

ศูนย์แสดงศิลปะ ลินห์นคอน เซ็นเตอร์ (Lincoln Center for the Performing Arts)

ศูนย์แสดงศิลปะ ลินห์นคอน เซ็นเตอร์ (Lincoln Center for the Performing Arts)
 ภาพประกอบโดย SeanPavonePhoto / Shutterstock.com


 ศูนย์แสดงศิลปะ ลินห์นคอน เซ็นเตอร์ ถูกก่อตั้งขึ้นโดยมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งในปี 1960 จอห์น ดี ร็อคกีเฟลเลอร์( John D. Rockefeller)  เป็นศูนย์ศิลปะที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งเป็นบ้านของสถาบันศิลปะนิวยอร์กทั้ง 12 แห่ง อาทิ โรงละครโอเปร่า( the New York city opera), เมโทรโพลิแทน, โรงแสดงบัลเล่ต์นิวยอร์ก(the New York City Ballet) ,ที่จัดแสดงคณะประสานเสียง(the New York Philharmonic) โรงหนังลินห์นคอน เซ็นเตอร์, Juilliard School เป็นต้น และเป็นที่แน่นอนเลยว่าผู้หลงใหลศิลปะทั้งหลาย จะได้รับประสบการณ์อันยอดเยี่ยมกับผลงานอันตระการตาต่าง ๆ จากเหล่านักแสดงและเป็นแรงใจให้กับศิลปินหน้าใหม่มามากกว่า 50 ปี

video Lincoln Center
youtube.com

อ้างอิง :  http://board.postjung.com
            youtube.com
            wikipedia.com

2554-12-13

หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

อศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (อังกฤษ: Bangkok Art and Culture Centre) หรือ หอศิลป์กรุงเทพฯเป็นพิพิธภัณฑ์ศิลปะตั้งอยู่ที่สี่แยกปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 
 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บริเวณภายนอกอาคาร




 ทางเดินก้นหอยรอบตัวอาคาร



 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร บริเวณภายนอกอาคารเชื่อมต่อทางเดินจากมาบุญครอง



 บริเวณภายในจัดแสดง
ประวัติ 
โครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร เริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 โดยกลุ่มศิลปินร่วมสมัยแห่งประเทศไทยนับพันคนได้จัดแสดงผลงานที่ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยหวังให้สังคมเห็นว่า มีศิลปินมากพอที่ควรจะมี หอศิลป์ มาเป็นพื้นที่รองรับในการแสดงออกผลงาน และเก็บรักษาผลงานในอดีตและประวัติศาสตร์ เป็นที่รวมกลุ่มศิลปิน เพื่อพบปะ แลกเปลี่ยนความคิด แนวการทำงาน ผลก็คือการผลักดันให้เกิดการพัฒนาของวงการศิลปะในบ้านเมืองนี้
สมัยของ ดร.พิจิตต รัตตกุลได้รับตำแหน่งเป็นผู้ว่า กทม. มีการผลักดันจนกระทั่ง กทม. มีนโยบายที่จะสร้างหอศิลป์ขึ้น มีการกำหนดพื้นที่ตั้งหอศิลป์ที่บริเวณสี่แยกปทุมวัน และผู้ชนะจากการประกวดแบบหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ได้แก่ บริษัท Robert G. Boughey & Associates (RGB Architects) ความพร้อมทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2539 แต่ในสมัยของนายสมัคร สุนทรเวชผู้ว่า กทม. คนต่อมา โครงการหอศิลป์กรุงเทพมหานครถูกรื้อถอนโครงการความคืบหน้าเดิมทิ้งทั้งหมด โดยเปลี่ยนเป็นพื้นที่การค้าตามรูปแบบการใช้พื้นที่แถบนั้น และมีส่วนแสดงศิลปะไว้เล็กน้อย ซึ่งบรรดาศิลปินและคนทำงานศิลปะในหลายแขนงต่างไม่พอใจในการยุบโครงการนี้เป็นอย่างมาก และได้เคลื่อนไหวเรียกร้องมาตลอดสมัยของนายสมัคร สุนทรเวช
จากการเคลื่อนไหวเรียกร้องต่อสู้เพื่อให้มีหอศิลป์โดยเครือข่ายประชาชนและกลุ่มศิลปินที่ยาวนาน จนกระทั่งกรุงเทพมหานคร โดยผู้ว่าราชการฯ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้เล็งเห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรม และได้วางนโยบายด้านศิลปวัฒนธรรมเป็นนโยบายหลัก โดยมุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ ของเด็ก เยาวชน และประชาชนในสังคม ให้ตระหนักถึงคุณค่าของศิลปวัฒนธรรม สภาแห่งกรุงเทพมหานครจึงได้อนุมัติงบประมาณดำเนินการก่อสร้างหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 509 ล้านบาท[1] เพื่อผลักดันให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรม ซึ่งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (Bangkok Art and Culture Centre) ได้เริ่มก่อสร้างในที่ดินของกรุงเทพมหานคร บริเวณสี่แยกปทุมวัน และได้มีการเปิดโครงการหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม 2548
ในกำหนดการเดิม หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จะสร้างเสร็จช่วงปลายปี 2549 แต่การก่อสร้างได้ล่าช้าออกไปจากเดิม แล้วเสร็จเปิดใช้งานเมื่อ พ.ศ. 2551 โดยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดหอศิลปฯ ประติมากรรมช้างเอราวัณ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ ชุด "บารมีแห่งแผ่นดิน" และนิทรรศการโขนพรหมมาศ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปี นับตั้งแต่การเปิดโครงการหอศิลปฯ แห่งนี้อีกด้วย
พื้นที่ใช้สอยและตัวอาคาร
ตัวอาคารสูง 9 ชั้น (บวกอีก 2 ชั้นใต้ดิน) โดยในตัวอาคารถูกออกแบบมาให้เป็นทรงกระบอก ซึ่งสามารถเชื่อมต่อระหว่างอาคารได้ด้วยทางเดินวน เป็นแนวเอียงขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้คนที่เข้ามาชมผลงาน สามารถชมได้ต่อเนื่องในแต่ละชั้น นอกจากนี้ตัวอาคารยังออกแบบมาให้สามารถรับแสงสว่างจากภายนอกได้ โดยที่แสงไม่แรงพอจะที่เข้ามาถึงขนาดทำลายผลงานศิลปะที่แสดงอยู่ข้างในได้ นอกจากห้องนิทรรศการที่มีอยู่หลายส่วนแล้ว ภายในยังมีส่วนที่เป็นห้องสมุดประชาชน, ห้องปฏิบัติการศิลปะ, ห้องอเนกประสงค์ 300 ที่นั่ง, ร้านค้า รวมไปถึงโรงภาพยนตร์-โรงละครขนาด 222 ที่นั่ง

ที่ตั้
ริเวณสี่แยกปทุมวัน หัวมุมถนนพระรามที่ 1 และถนนพญาไทตรงข้ามมาบุญครอง และ สยามดิสคัฟเวอรี่, มีทางเดินเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส สนามกีฬาแห่งชาติ

credit: http://th.wikipedia.org

สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.

2554-12-09

" บูเช็คเทียน " ศิลปะแห่งการช่วงชิงอำนาจ และช่วงใช้คนเก่ง

บูเช็คเทียน

“หญิงงาม” ต้องตกเป็นจำเลยสำคัญตลอด 3000 ปีที่ผ่านมา ในการอธิบายความล่มสลายของราชวงศ์จีนนับครั้งไม่ถ้วน
หากทว่ามีเพียง 1 หญิงงามเท่านั้น ที่สามารถใช้เสน่ห์พิศวาสในการกรุยทางสู่อำนาจ และครุ่นคิดวางแผนจนกระทั่งโค่นล้มราชวงศ์เก่า ก่อตั้งราชวงศ์ใหม่ของตนเองได้สำเร็จ เธอจึงเป็นจักรพรรดินีหญิงเพียงคนเดียวในประวัติศาสตร์จีน
บูเช็คเทียน นับเป็นจักรพรรดินีที่เหี้ยมโหดและฟุ้งเฟ้อที่สุดคนหนึ่งของโลก หากทว่า เธอกลับสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้ยิ่งใหญ่รุ่งเรืองไม่แพ้ผู้ชายอกสามศอกคนใด จึงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ ในการสรุปบทเรียนแห่งความสำเร็จเพื่อประยุกต์พลิกแพลงใช้ในชีวิตจริง

 1. สร้างบุญคุณกับ “คนรากหญ้า” ที่เป็นเบี้ยหมากสำคัญในการช่วงชิงแผ่นดิน
 ชนชั้นสูงทั่วไปที่ได้รับอำนาจจากบรรพบุรุษโดยไม่ต้องเหนื่อยยากลำบาก ย่อมมีจุดอ่อนที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง นั่นคือ การละเลยชนชั้นล่างที่เป็นฐานอำนาจให้ตนเองได้เสวยสุขในทุกวัน

 ชีวิตวัยสาวสะพรั่งของบูเช็คเทียนต้องสูญเสียไปโดยแทบไม่ได้รับสิ่งใดตอบแทน เมื่อเธอเป็นเพียงสนมระดับปลายแถวที่ไม่ได้รับการเหลียวแลจาก “ถังไท่จง” มหาราชาผู้สถาปนาราชวงศ์ถัง หากทว่าโอกาสเพียงน้อยนิดในวังหลวง ก็ทำให้เธอสามารถหว่านเสน่ห์ให้กับเจ้าชายองค์หนึ่ง ที่แม้จะอ่อนแอขี้โรคและด้อยสติปัญญา แต่สุดท้ายด้วยโชคชะตาพลิกผันในปลายรัชกาล ก็ดลบันดาลให้เจ้าชายไร้ความสามารถได้เป็นกษัตริย์องค์ต่อมา


หลังจากพิชิตใจ “ถังเกาจง” ที่เป็นราชันองค์ใหม่ไว้ในกำมือได้ หากกระนั้น การไต่เต้าจากนางสนมระดับล่างขึ้นสู่ตำแหน่งราชินีก็ยังไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะระบบราชการในวังหลวงย่อมไม่เปิดโอกาสให้คนนอกที่เป็นชนชั้นกลางและล่างได้ฉกฉวยทะเยอทะยานขึ้นมาโดยสะดวก จึงต้องมีการเค้นสมองครุ่นคิดเพื่อหาจุดอ่อนช่องว่างในการแทรกตัวสู่วงโคจรแห่งอำนาจ

“คนรับใช้” ซึ่งเป็นกลไกทำงานที่ขาดไม่ได้ในทุกกิจกรรมของวังหลวง จึงเป็นหมากพิสดารในการช่วงชิงอำนาจของบูเช็คเทียน โดยการผูกมิตรด้วยน้ำใจและทรัพย์สินเงินทอง ก็ย่อมทำให้คนรับใช้ทั้งหลายยินดีเป็นหูเป็นตาให้บูเช็คเทียน ทั้งเพื่อสะสมข้อมูลในการป้องกันตัวเองและรอคอยโอกาสทำร้ายศัตรู
2 ปีต่อมา บูเช็คเทียนก็สบโอกาสปรักปรำใส่ร้ายราชินีหวาง ซึ่งแม้จะเป็นคนดี แต่ก็ไม่เคยใส่ใจกับชนชั้นล่างที่รับใช้ตนเองอยู่ทุกวันเลย จึงไม่มีพยานรู้เห็นคอยแก้ต่างให้เธอในยามที่ต้องคดีฆ่าลูกสาวของบูเช็คเทียน เพราะเธอเป็นคนสุดท้ายที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเด็กน้อย

หลังจากผิดพลาดไปครั้งหนึ่งแล้วราชินีหวางก็ยังไม่ตื่นตัว ตามประสาชนชั้นสูงที่ไม่คุ้นเคยกับเล่ห์อุบายลึกซึ้ง ในที่สุดเธอก็โดนข้อหางี่เง่าที่สุดซึ่งทำให้หลุดจากตำแหน่งราชินี นั่นคือ การใช้เวทมนตร์คุณไสยเพื่อทำร้ายองค์กษัตริย์ โดยมีหลักฐานเป็นตุ๊กตาไม้ที่มีพระนามและดวงชะตาขององค์กษัตริย์สลักไว้ พร้อมด้วยตะปูซึ่งตอกผ่านไปที่หัวใจ หลักฐานนี้พบที่ใต้แท่นบรรทมของราชินีหวาง ซึ่งเป็นไปได้อย่างสูงว่าจะเป็นฝีมือของคนรับใช้ที่แสนต่ำต้อย ซึ่งเคยได้รับน้ำใจจากบูเช็คเทียน

เมื่อแสดงฝีไม้ลายมือไปพอสมควรก็เริ่มมี “ข้าราชการ” ชั้นผู้น้อยบางคน เข้ามาแสวงหาโอกาสและเป็นพันธมิตรช่วยเหลือ ซึ่งบูเช็คเทียนก็ยินดีรับเป็นสมัครพรรคพวก ยิ่งเมื่อเธอขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคงแล้ว ก็ยังเปิดโอกาสให้ชาวบ้านร้านตลาดที่เกะกะระรานหรือขี้ประจบเอาใจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมช่วงชิงความเป็นใหญ่อีกด้วย

ความได้เปรียบเพียงประการเดียวของบูเช็คเทียนในช่วงแรก คือ การมีกษัตริย์คอยหนุนหลังให้ท้าย หากทว่าเธอจะใช้มันอย่างไรให้เป็นประโยชน์สูงสุด บางคนอาจมองว่าให้ผูกมิตรกับคนเก่งและคนดีไว้เพื่อใช้เป็นบันไดไต่เต้าขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเธอไม่ได้มาจากตระกูลสูงศักดิ์ ซ้ำยังผิดธรรมเนียมที่เป็นเมียพ่อแล้วยังมาเป็นเมียลูกอีก จึงยากที่คนเก่งและคนดีจะเห็นเธออยู่ในสายตา

การที่เธอให้ความสำคัญกับคนรับใช้ที่ต้อยต่ำ ชาวบ้านที่อยู่นอกรั้วนอกวังที่เข้ามาให้ข้อมูลข่าวสารหรือสร้างความชอบธรรมแห่งอำนาจ รวมถึงข้าราชการที่ไม่ได้มีคุณสมบัติโดดเด่น ก็ย่อมเป็นทางเลือกที่ชาญฉลาดที่สุด ในเกมแย่งชิงความเป็นใหญ่ที่ทรัพยากรเริ่มต้นของเธอมีจำกัดจำเขี่ยอย่างยิ่ง

สรรพสิ่งไม่ว่าต่ำต้อยเพียงใด ย่อมมีพลังและคุณค่าให้ใช้สอย

 2. คำนวณจังหวะเหมาะสมในการทำร้ายหรือช่วงใช้ “คนเก่ง”

สิ่งที่ทำให้บูเช็คเทียนแตกต่างจากนักการเมืองธรรมดาทั่วไป ก็คือ การเห็นความสำคัญของคนเก่ง ทั้งในฝ่ายที่เป็นมิตรและศัตรู

ในช่วงเริ่มต้นที่ทุนรอนอำนาจยังมีไม่มากนัก การเปิดศึกหลายด้านกับคนเก่งและคนดีที่ประชาชนรักใคร่ย่อมไม่ใช่วิถีของผู้ทรงภูมิ เธอจึงสะสมและจัดการไปทีละคน ซึ่งช่วยลดทอนความเสี่ยงและเพิ่มพูนโอกาสแห่งชัยชนะ ที่สำคัญยังทำให้คนเก่งบางคนเริ่มเปลี่ยนใจมารับใช้มากขึ้น ตามสมการอำนาจที่เปลี่ยนดุลไป

หลังจากที่มั่นคงและปลอดภัยในอำนาจแล้ว เธอก็เริ่มเปิดโอกาสให้คนเก่งที่ถูกเนรเทศและหลงเหลือชีวิตจากการกวาดล้าง กลับเข้ามารับใช้บ้านเมืองอีกครั้ง ในขณะที่คนชั่วร้ายซึ่งเคยเป็นหินรองเท้าในการขึ้นสู่อำนาจ ก็จะถูกกำจัดไปทีละคน ทั้งโดยการเปิดช่องทางให้จัดการกันเอง และการปล่อยให้คนดีที่เคยถูกทำร้ายได้ร่วมกันวางแผนเพื่อโค่นล้มอันธพาลซึ่งหมดประโยชน์แล้วทิ้งไป

ช่วงท้ายของรัชกาล บูเช็คเทียนกลับสูญเสียความสามารถแห่งการจัดการคนเก่งไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเธอพึ่งพา “ตี๋เหรินเจี๋ย” ในการแสวงหาผู้เหมาะสมเข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญมากมาย ซึ่งคนเหล่านี้จะกลับมาแว้งกัดและทำให้เธอต้องสละราชสมบัติที่แย่งชิงมาอย่างลำบากยากเย็น

การเลือกสรรเพียงคนเก่งมาทำงานให้ชาติ จึงไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของนักการเมือง หากยังต้องเลือกสรรคนที่ไว้วางใจได้มาคอยถ่วงดุล ไม่ให้คนเก่งมีอำนาจล้นเกินและสมคบศัตรูมาโค่นล้มผู้เป็นนาย หากทว่าการกำจัดคนเก่งทิ้งให้หมดสิ้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ชาญฉลาด เพราะอาจทำให้การบริหารบ้านเมืองล้มเหลว จนกระทั่งประชาชนลุกฮือขึ้นมาทำร้ายราชบัลลังก์

“คนเก่ง” จึงเป็นเหมือนอาวุธร้าย ที่อาจนำพาเราขึ้นสู่อำนาจหรือโค่นล้มเราตกจากอำนาจก็ย่อมได้ การแสวงหาคนเก่งให้มากที่สุด เพื่อตัดโอกาสคู่แข่งในการนำไปใช้สอยเพื่อต่อสู้กับเราจึงเป็นสิ่งที่พึงกระทำ หากทว่า การซื้อใจและสร้างความภักดีให้คนเก่งขึ้นตรงต่อเรา ย่อมเป็นสิ่งที่พึงกระทำยิ่งกว่า สุดท้ายสิ่งที่พึงกระทำสูงสุดก็คือ การแสวงหาชนชั้นล่างที่ต่ำต้อยและต้องพึงพาตัวเราที่สุดให้เข้ามาลิ้มรสเย้ายวนแห่งอำนาจ เพื่อคอยสร้างสมดุลแห่งอำนาจไม่ให้คนเก่งทั้งหลายคบคิดกันกระทำรัฐประหารได้

บูเช็คเทียนย่อมทำตามสูตรสำเร็จนี้ หากทว่ายังมีจุดบกพร่องเล็กน้อย นั่นคือ การคลุกกับชายหนุ่มรูปงามซึ่งต้องพึ่งพาเธอมากเกินไป จนกระทั่งละเลยที่จะแบ่งเวลาเพียงน้อยนิดมากระชับสัมพันธ์กับคนเก่งที่เธอเลือกสรรมา ในที่สุดคนเหล่านี้จึงเอาใจออกห่าง โดยหวนกลับไปสวามิภักดิ์ราชวงศ์เก่าที่ล่มสลายไปแล้ว หากยังมีเศษซากแห่งความทรงจำที่ดีหลงเหลือเป็นเชื้อไฟ

 3. ยอดคน = เก่งในหน้าที่การงาน + เก่งในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์

การกวาดล้าง “คนเก่ง” ของพระนางบูเช็คเทียน พิจารณาผิวเผินจึงดูเหมือนเป็นการทำร้ายบ้านเมือง หากทว่า เหตุใดราชวงศ์ถังในยุคของพระนางจึงรุ่งเรืองยิ่งใหญ่

ถังไท่จง (หลี่ซื่อหมิน) เป็นสุดยอดราชันที่ได้วางรากฐานราชวงศ์ไว้อย่างเลอเลิศ หากทว่า การที่ราชสำนักเต็มไปด้วยคนเก่งก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะย่อมทำให้คนที่เก่งกว่า หากทว่าเข้าสู่วงจรอำนาจทีหลัง ไม่มีโอกาสได้ไต่เต้าขึ้นไป

การกวาดล้างของพระนางบูเช็คเทียน ย่อมเปิดโอกาสให้คนเก่งที่ฉลาดในการเอาตัวรอด ได้เข้าแทนที่คนเก่งซึ่งเพียงแต่ฉลาดในหน้าที่การงานเท่านั้น

ข้าราชการที่เน้นเพียงประสิทธิภาพและคุณความดีเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่อาจรับมือกับปัญหาของบ้านเมืองที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนได้ ดังนั้น ในระยะยาวจึงไม่เป็นผลดีต่อประเทศชาติ
ทักษะการเอาตัวรอดในสถานการณ์หลากหลาย โดยเฉพาะการเลือกข้างทางการเมือง ย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะไม่อาจแน่ใจได้ว่าใครจะเป็นผู้ชนะตัวจริง ยิ่งถ้าเกมการเมืองพลิกกลับไปมา คนที่เลือกข้างถูกต้องในระยะยาวก็อาจโดนฝ่ายที่ชนะในระยะสั้นกวาดล้างไปก่อน ที่สำคัญ พวกซึ่งมีเพียงความภักดีโดยไร้ฝีมือทำงาน ก็ยังถูกพระนางบูเช็คเทียนกวาดล้างไปในตอนท้ายอีกด้วย

“หลี่จี” นับเป็นตัวอย่างคนเก่งที่มีไหวพริบพลิกแพลงถึงขีดสุด เริ่มตั้งแต่การรับใช้หลี่มีในยุคบ้านเมืองวุ่นวาย สุดท้ายเมื่อหลี่มีพ่ายแพ้และเข้าสังกัดราชวงศ์ถัง หลี่จีก็สามารถเข้ากับราชวงศ์ใหม่และไต่เต้าไปสู่อำนาจได้ เมื่อบูเช็คเทียนกวาดล้างข้าราชการในราชวงศ์ถัง หลี่จีก็เลือกจังหวะเวลาเหมาะสมในการเข้าสวามิภักดิ์กับบูเช็คเทียนและไต่เต้าไปจนถึงจุดสูงสุดของชีวิต

ตี๋เหรินเจี๋ย เป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง เพราะถึงแม้จะภักดีกับราชวงศ์ถัง แต่ยังต้องอดทนอดกลั้นไว้ หากทว่าตี๋เหรินเจี๋ยก็ยังรักษาคุณงามความดีเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ยินดีทำชั่วเพื่อประจบเอาใจบูเช็คเทียน ในที่สุดเมื่อยุคแห่งการกวาดล้างผ่านพ้นไป ตี๋เหรินเจี๋ยจึงกลายเป็นข้าราชการที่ได้รับความไว้วางพระทัยอย่างสูงยิ่ง

ความอ่อนแอของราชวงศ์ถังในช่วงเวลาต่อมา จึงไม่ได้เกิดจากการกวาดล้างทางการเมืองของพระนางบูเช็คเทียน หากทว่ากลับมีสาเหตุมาจากความฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่ายของพระนาง แม้กระนั้น คุณูปการที่ทรงทำให้บ้านเมือง ก็สมน้ำสมเนื้อกับการเสวยสุขในบั้นปลายชีวิต หากจะโทษก็ต้องว่าคนรุ่นหลังที่ไม่สามารถบริหารประเทศให้ดีทัดเทียมจักรพรรดินีหญิงองค์เดียวแห่งประวัติศาสตร์จีน


 http://www.siamintelligence.com/wu-zetian-politic/
  http://board.postjung.com/581384.html



ศิลปะการพับกระดาษ by Simon Schubert






เห็นแล้วต้องทึ่งกับผลงานอันยอดเยี่ยมของ  Simon Schubert 
ที่บรรจงสร้างสรรลงบนแผ่นกระดาษสีขาวบางๆ  ให้เกิดเป็นลวดลายรูปภาพอันงดงาม
แถมภาพเหล่านั้นยังมีมิติให้น่าค้นหา   ค้นหา....ว่าทำได้ไงหว่า?
ภาพผลงานต่างๆเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างด้วยการพับขึ้นจากกระดาษ
ด้วยจิตนาการของ Simon และเทคนิคเฉพาะตัวเค้า  ที่เชื่อได้ว่าเพื่อนๆเองก็ต้องสงสัยว่าเค้าทำได้ไง 
แล้วใช้เทคนิคอะไรทำ  และต้องลองไปชมผลงานกันแบบเต็มๆ







 ขอบคุณเครดิต//http://fukduk.com

2554-10-19

Creatvie & Craft Fair2011 ภาพสินค้า

Creative & Craft Fair2011 งานที่รวบรวมสินค้าหัตถกรรม และงานทำมือต่างๆจากศิลปินที่มาสร้างสรรค์ผลงาน ผ่านไอเดียที่ไม่แพ้ชาติใดในโลก พบกับร้านค้ามากมายจาก ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) งานจัดผ่านมาแล้วครับตั้งแต่ 21-30 กรกฎาคม 2011

ภาพตัวอย่างสินค้า
เก้าอี้เก๋ๆ ดีไซด์ดี ทำจากเถาวัลย์ เป็นงานทำมือที่ประณีตและคุณภาพเยี่ยม
หนังสือทำมือ มีกิจกรรม workshop ให้ลองทำกันด้วย



เทียน ทำมือรูปน้องหมา เป็นงานฝีมือคนไทย



เทียนทำมือจากฝีมือคนไทย


กระเป๋าเทียน


ที่วางยากันยุง

Amarin Discovery...Art & Paper by HHK

Amarin Discovery โดยศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า ขอเชิญทุกท่านร่วมสัมผัสประสบการณ์งานศิลปะระดับโลก พร้อมชื่นชมนิทรรศการสุนทรียภาพแห่งศิลปะช้างไทย “Mega Chang Art Exhibition” ในงาน Amarin Discovery…ART and PAPER by HHK SALE up to 70% OFF ที่ครั้งนี้บริษัท HHK พาเหรดเครื่องเขียน และอุปกรณ์ศิลปะแบรนด์ดังระดับโลก อาทิ สีน้ำมันเลอฟรัง(Lefranc), สีอคริลิค “ลิควิเท็กซ์”(Liquitex), พู่กันราฟาเอล (Raphael), กระดาษแคนสัน (Canson), อุปกรณ์ศิลปะปิรมิด (Pyramid), Arches, Conte a Paris ฯลฯ มาพร้อมโปรโมชั่นพิเศษลดสูงสุดถึง 70% นอกจากจะเต็มอิ่มไปกับการเลือกซื้ออุปกรณ์ศิลปะคุณภาพเยี่ยมมากมายภายในงานแล้ว ยังได้ชมมหกรรมนิทรรศการผลงานศิลปะกว่า 100 ชิ้น พร้อมกิจกรรมเวิร์คช็อปจากศิลปินชื่อดังฝีมือชั้นเซียนมาให้ความรู้ และแนะนำเทคนิคงานศิลปะผลัดเปลี่ยนกันทุกวัน

พบความพิเศษและร่วมเปิดประสบการณ์การเรียนรู้เทคนิคการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้ ตั้งแต่วันที่ 17-26 ตุลาคม 2554 ณ ชั้น 1 ,Event Hall ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า…ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.facebook.com/AmarinDiscovery